หมากฝรั่ง …ภาคพิเศษ ตอนที่ 9

“หมากฝรั่ง…ภาคพิเศษ”

ตอน 9/1

มาถึง เรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ดีล แล้วครับ
ที่คนหน้าสีส้มบอกว่าสุดจะห่วยแตก เลยประกาศ ถีบตัวเอง
ออกไปจากดีล

จริงๆ แล้ว อิหร่านนิวเคลียร์ดีล มีที่มาอย่างไร
และคู่ดีลทั้ง 2 ฝ่าย มีเป้าหมายที่แท้จริงอย่างไร
ในการทำข้อตกลง

ถ้า เข้าใจเป้าหมายของ “การทำ” ข้อตกลง
ก็ คงเข้าใจ เป้าหมาย ของ “การออก” จากข้อตกลง

มันก็มาจากเรื่องเดิม ที่ผมเขียนซ้ำซาก มาจะ 3 ปี แล้วน่ะครับ
คือ เรื่องของอเมริกา
ที่ รับไม่ได้ …ว่าโลกใบนี้ มี “อีก” ขั้วอำนาจ
ที่นำโดย รัสเซีย จีน เกิดขึ้นมาแล้ว

และ อเมริกา อ้างว่า การเกิดขึ้นของอีกขั้วอำนาจนั้น
เป็นการท้าทาย อำนาจการครองโลกแต่ผู้เดียว ของอเมริกา
ที่มีมากว่า 70 ปี…..

คิดได้ หง่วย (ห่วย +โง่ ) จริงๆ.. ไอ้กร๊วกเอ๊ย

แต่ อเมริกา ก็ยังไม่พร้อม ที่จะ “จัดการ”
กับขั้วอำนาจที่ เกิดขึ้นใหม่นั้น

เพราะอเมริกา ต้องการจะจัดการ อย่างชนิดที่ให้อีกขั้วอำนาจนั้น
ร่วงลงไปกองคาเวที นับสิบ สามรอบ
ก็ยังโงหัวขึ้นมาไม่ได้
ประเภทชนะคะแนน อเมริกา ไม่เอาครับ รับไม่ได้
เดี๋ยวมันฟิตตัว กลับมาสู้ใหม่ แล้วดันกลับมาชนะอเมริกา
แบบนั้น เสียชื่อหมายเลขหนึ่งหมด

ในความคิด และดูจากพฤติกรรมของ อเมริกา
มหาอำนาจของโลก ต้องมีรายเดียว.. คือ อเมริกา
อเมริกา จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ “ซื้อเวลา”

จริงๆ แล้ว อเมริกา เห็นแววของขั้วอำนาจใหม่
มาตั้งแต่ ประมาณช่วงปี ค.ศ. 2000 ต้นๆ แล้ว

คือ เมื่อรัสเซีย เริ่มสร้างท่อส่งแก๊ส วิ่งเข้าไปหายุโรป
และตะวันออกกลาง ในลักษณะของการร่วมทุน
กับเจ้าของบริเวณ ที่ท่อส่งของรัสเซีย
จะวิ่งผ่าน หรือ วิ่งไปโผล่
และร่วมกันดูแลความมั่นคง ของการลงทุนด้วยกัน

แต่ในความคิด แบบจิ๊กโก๋ปากซอย
การทำธุรกิจ ในลักษณะนั้น ของรัสเซีย
หมายถึง ไอ้จิ๊กโก๋ มีคู่แข่งที่น่ากลัว เกิดขึ้นมาใหม่ในซอย
และคู่แข่ง กำลังขยาย “อำนาจ”
ด้วยการสร้างลูกค้า (พันธมิตร) ในอีกรูปแบบ ที่มันนึกไม่ถึง

แปลว่า อเมริกา นึกไม่ถึงว่า รัสเซียจะฉลาด
คิดอำนาจอ่อน (soft power)ได้ และเอามาใช้เป็นเหมือนกัน

เพราะอำนาจอ่อน ที่อเมริกา คิดและใช้
ส่วนใหญ่ คือ ใช้ทางสื่อ
คือ ใช้ทางลมปาก และภาพลวงตา
เพื่อลวงชาวโลก ที่ไม่ชอบคิด ชอบแต่ ใช้ แค่ตาดู หูฟัง
แล้วก็เชื่อ…
ทั้งๆ สิ่งที่อเมริกา เอาเข้ามาใส่หัวนั้น
เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ ทั้งนั้น

และในช่วงเดียวกันนั้น จีน ก็ไปถึงแอฟริกาแล้ว
และสร้างเครือข่ายพันธมิตรในแอฟริกา
ที่พร้อมขายส่งทรัพยากร ให้กับจีน เพื่อแลกกับสาธารณูปโภค
ที่จีนสร้างให้ฟรี หรือราคาถูก
โดยไม่มีเงื่อนไข เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง
รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน (จอมปลอม)
บังคับกับประเทศเหล่านั้น

จีน ยังสร้างพันธมิตร ลักษณะนี้ ในอีกหลายประเทศ
ในแถบตะวันออกกลาง และเอเซีย อีกด้วย

ด้วยการลงทุนร่วมกัน ทำธุรกิจในแนวนี้
ทั้งรัสเซีย และจีน จึงมีพันธมิตร ที่ผูกพันกัน
ช่วยเหลือกันยามยากได้จริง ทั้งในเอเซีย ตะวันออกกลาง
แอฟริกา และอาจ (แอบ) มีในยุโรปด้วย
แม้จะไม่มากประเทศ เท่าอเมริกา
แต่ก็เป็นประเทศ ที่พร้อมจัดหนัก หมัดแรง เกือบทั้งสิ้น

พูดภาษาแบบบ้านๆ อย่างผม
ก็คือ ขั้วใหม่ เขาคบค้ากัน แบบเพื่อน
ให้เกียรติกัน จริงใจต่อกัน สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน
ไม่ใช่ใครโยนลูกบอล ให้อีกคนเก็บ ตามบัญชามันอยู่นั่น

แต่ในตอนนั้น อเมริกา ยังมองจีน ว่าเป็นเพียงคู่แข่ง
ทางการค้า ไม่ใช่ตัวอันตราย อย่างรัสเซีย

แม้เมื่อ รัสเซียกับจีน ประกาศจับมือกัน เป็นพันธมิตรสำคัญ
ทางด้านยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ ปี ค.ศ.2001
อเมริกา ก็ยังไม่ได้ยกระดับจีน ขึ้นมาเป็นผู้คุกคาม อย่างรัสเซีย

ยุทธศาสตร์ของอเมริกา ในช่วงนั้น จึงเน้นที่จะกำจัดรัสเซีย
แบบล้อมกรอบ ไล่มาตั้งแต่บริเวณตะวันตกของรัสเซีย
เช่นเรื่องโปแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย บอสเนีย โคโซโวฯลฯ
ลงมาตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย หลายประเทศ
ยาวอ้อมไปถึงอัฟกานิสถาน

และยุทธศาสตร์ที่อเมริกาใช้กับจีน
จึง ยังเป็นยุทธศาสตร์ เตะขัดขา หรือ ตัดขา ทางด้านเศรษฐกิจ
เพราะอเมริกาทนไม่ได้ ที่เห็นจีนโตเร็ว อย่างน่าอิจฉา

วิกฤติซับไพรม์ ของอเมริกา ในปี ค.ศ.2007
ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเตะตัดขา เพื่อให้เศรษฐกิจของจีนเดี้ยง
สกัดการโตเร็วของจีน

คงมีคนท้วงผมว่า เป็นไปไม่ได้
อเมริกา ทำอย่างนั้น อเมริกาก็เจ็บด้วย

ช่วยไปอ่าน นิทานเรื่อง “แผนชั่ว
ที่ผมเขียนเมื่อวันที่ 14 เดือนกันยายน พ.ศ. 2558 (2015) และ “ป้ายปลอม” เขียน เมื่อวันที่ 2 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 (2016) นะครับ
อาจจะทำให้มองเห็นชัดขึ้น ว่า แผนอเมริกา นั้น แท้จริงเป็นอย่างไร
(ชั่วขนาดไหน)

######################## ตอน 9/2

แต่แผนเตะตัดขา ของอเมริกา ทำอะไรจีนไม่ได้มาก
อย่างที่อเมริกาต้องการ
และอาจมีส่วนผลักดัน ทำให้จีน ต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าของตัว
ไม่หวังค้าขายตลาดใหญ่ คือ อเมริกาแห่งเดียว ที่เล่นเตะกันแรงๆ
จีน จึงมองตลาดยุโรปด้วย

ในปี ค.ศ.2008 จีน จึงไปคุยกับเยอรมัน
ชักชวนให้เยอรมัน ร่วมกันลงทุน สร้างทางรถไฟขนส่งสินค้า
ระหว่าง ยุโรปกับจีน เป็นการเชื่อมยุโรป กับเอเซียเข้าด้วยกัน

ข่าวนี้ คงไม่รอดพ้นจากจาก หูตา อันยาวไปทั่วโลก ของอเมริกา

ในปี ค.ศ.2011 ทางรถไฟสายดุสเบอร์ก (Duisburg) (เยอรมัน)
ชงชิง (Chongqing) (จีน) เส้นทางยาวประมาณเกือบ 12,000 กม.
ก็เปิดดำเนินกิจการ
เพื่อขนส่งสินค้าระหว่าง ยุโรป กับ จีน
โดยใช้เวลาในการเดินทางเพียง 13 วัน
น้อยกว่าเวลาขนส่งทางเรือกว่าครึ่ง และค่าขนส่งเพียง 1 ใน 5
ของการขนส่ง ทางเครื่องบิน

หลังจากนั้น ดุสเบอร์ก ก็กลายเป็นชุมทางรถไฟ
สำหรับการขนส่งสินค้า ระหว่างหลายเมืองในยุโรป
กับอีกหลายเมือง ระหว่างทาง ไปถึงจีน
ด้วยการใช้เวลาที่สั้นลง และถูกลง

มันเป็นไปตามนโยบายของจีน ที่ตั้งใจจะเชื่อมประเทศ
ในบริเวณยูเรเชีย ให้ติดต่อค้าขายกัน ตามเส้นทางสายไหมเดิม
ให้สะดวก รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนในการค้าขาย ระหว่าง ยุโรปกับเอเซีย

โดย อเมริกา ไม่มีส่วนได้ประโยชน์ด้วยเลย
และน่าจะเสียประโยชน์ด้วย

แค่เส้นทางเดียว ก็ทำให้อเมริกาเต้นแล้ว

ในปี ค.ศ.2013 จีน เลยเสนอยุทธศาสตร์สร้างสรรค์
เอามันให้เห็นชัดว่า ขั้วไหนสร้าง ขั้วไหนทำลาย

จีนเสนอยุทธศาสตร์ One Belt One Road (OBOR)
ต่อชาวโลก เพื่อให้มาเป็นพันธมิตรกัน
ในการสร้างเครือข่าย สาธารณูปโภค ทั้งทางบกและทางน้ำ
เช่น ทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมันและแก๊ส ถนนหนทาง เส้นทางเดินเรือฯลฯ
เพื่อส่งเสริมการค้าขาย และเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี
ระหว่างประเทศ ในดินแดนยุโรป เอเซีย และแอฟริกา เข้าด้วยกัน
อีกทางหนึ่ง

มีประมาณ 60 กว่าประเทศ ที่สนใจจะเข้าร่วมยุทธศาสตร์นี้
เพราะมันเป็นเครือข่ายการค้า ที่เชื่อมประเทศ ต่างทวีป
ต่างเวลา เข้าด้วยกัน ตั้งแต่อิหร่าน มอสโคว์ ไนโรบี เวนิส
กวางโจว และรอตเตอร์ดัมฯลฯ

โดยอเมริกา ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย อีกเช่นเคย

นอกจากไม่เข้ามาร่วมด้วยแล้ว
อเมริกา คงมองย้อนกลับไปถึงอดีต และมองไปถึงอนาคต
ในอีกหลายสิบปี ข้างหน้า
ไม่ต่างกับที่อังกฤษ เคยมองการสร้างทางรถไฟ สายเบอร์ลิน แบกแดด
ของเยอรมัน ที่ผ่านเข้าไปในตะวันออกกลาง ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมัน

และอังกฤษ …ด้วยความกลัว ว่า เยอรมัน
จะกลายเป็นมหาอำนาจครองโลก แทนตัว จึงตัดไฟแต่ต้นลม
ด้วยการทำสงครามโลก ครั้ง ที่ 1 …เพื่อทำลายเยอรมัน

สายตาของอเมริกา ที่มองจีน ก็เลยเปลี่ยนไป
และอเมริกา จึงปรับยกสถานะของจีน
ขึ้นมาอยู่ในอันดับเดียวกับรัสเซีย

คือเป็นผู้คุกคาม อำนาจในการครองโลกแต่ผู้เดียว ของอเมริกา

######################## ตอน 9/3

เมื่อเห็นทางรถไฟสาย ดุสเบอร์ก ชงชิง เริ่มเป็นรูปธรรม
อเมริกามองไปไกล กว่าทางรถไฟสายดุสเบอร์ก ชงชิง…

อเมริกา จึงปรับแผนยุทธศาสตร์รอบใหญ่

อาหรับสปริง (Arab Spring) ก็เลยเกิดขึ้น ในปลายปี ค.ศ.2010
เพื่อสร้างความวุ่นวาย ให้ขึ้นในตะวันออกกลาง
เป็นการปูพื้น ไปสู่ยุทธศาสตร์ใหญ่
ที่สามารถจะความกระเทือนรุนแรง ไปถึงรัสเซีย
และต่อไปถึงจีนได้อีกด้วย

อาหรับสปริง ยังมีเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครองประเทศ
ในตะวันออกกลาง
เอาชนิดที่เก็บลูกบอล ได้ทุกลูก อย่างรวดเร็ว
ไม่อย่างนั้น จะไม่ทันแผนใหญ่ของคนโยนลูกบอล

แต่อาหรับสปริง ดูเหมือนกลายเป็นใบไม้เหี่ยว
ตะวันออกกลาง กลับยิ่งแตก และวุ่นวาย หนักขึ้น
แต่จริงๆ มันเป็นไปตามที่อเมริกาต้องการ

อเมริกา วางแผนซับซ้อนเสมอ…ชั้นเดียวไม่ใช่แผนอเมริกาครับ

แล้วความวุ่นวาย จากอาหรับสปริง ก็ลุกลามตามที่อเมริกาต้องการ
เพราะนำไปสู่ การเกิดขึ้น ของสงครามกลางเมืองในซีเรีย ในปี ค.ศ.2011
ด้วยความอนุเคราะห์ ร่วมมือร่วมตีน ของบรรดาพันธมิตร
และลูกกระเป๋ง ของท่านมหาอำนาจใหญ่

ซีเรียวุ่นวาย ซีเรียฉิบหาย…
อิหร่าน ที่มีบ้านอยู่ติดกับซีเรียและเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ต่อกัน
ก็ย่อมเหนื่อยไปด้วย

อิหร่าน เหนื่อย อิหร่านวุ่น หรือเอาให้อิหร่านแตกไปเลย
รัสเซียและจีน ที่นับอิหร่าน เป็นพันธมิตร สำคัญในตะวันออกกลาง
ก็จะเหนื่อยไปด้วย

และถ้ารัสเซีย ต้องมาเหนื่อยกับ ซีเรียและอิหร่าน
เพราะอยู่ใกล้กัน เหมือนไข่ขาวกับไข่แดง
มือที่จับแน่น กับจีน ก็อาจจะยืดมาไม่ถึง

รัสเซียกับจีน ก็จะเหมือน ถูกเขาจับฉีกออกจากกัน

คนหนึ่ง ต้องมาดูทางด้านตะวันออกกลาง
อีกคน คงต้องมาระวังทางแปซิฟิก

ยุทธศาสตร์ของท่านมหาอำนาจใหญ่
จึงเน้น ที่จะต้องทำลายซีเรียก่อน
และตามมาด้วยอิหร่าน หมากสำคัญ ในทะเลทราย
หลังจากนั้น มันจะสะท้อน…ชิ่งใส่ ไปตามมุมต่างๆ ตามแผน

ขั้วอำนาจใหม่ จะได้ขั้วแห้ง …รับประทานแห้วแทน

แต่เมื่อจีน ออกยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ OBOR ในปี ค.ศ.2013
ทำให้อเมริกา รับไม่ได้ และรู้แน่แก่ใจว่า การเผชิญหน้า
ระหว่างขั้วอำนาจอเมริกา กับขั้วอำนาจที่เกิดขึ้นใหม่
คงเลี่ยงยาก …เมื่อไหร่เท่านั้นเอง

อเมริกา จึงปรับแผนยุทธศาสตร์ของตัวรอบใหญ่ (อีก)
สำหรับใช้ในการจัดการกับทั้งรัสเซีย จีน และพันธมิตร OBOR
โดยเฉพาะพวกอียู

อิหร่านดีล จึงถูกหยิบขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ…
ในปี ค.ศ.2013 นั้นเอง

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
5 มิ.ย. 2561

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจากกูเกิล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *