หมากฝรั่ง …ภาคพิเศษ ตอนที่ 2

“หมากฝรั่ง …ภาคพิเศษ”

ตอน 2

สัมพันธ์ระหว่าง อิสราเอล กับอิหร่าน เป็นเรื่องน่าสนใจ
ต่างฝ่าย ต่างแสดงออก ให้เห็นถึงความไม่รักกันอย่างยิ่ง
ชนิดตีตั๋ว จองกฐิน แบบไม่มีเหลือที่ ให้ชาวบ้านแทรกเข้ามาเลย

อะไรมันจะ (เปลี่ยนไป) ถึงขนาดนั้น

ใครจะเชื่อว่า เมื่อประมาณ 30 กว่า ปี ก่อนนั้น
อิสราเอล กับ อิหร่าน เป็น 2 มิตรประเทศ ที่รักกันปานจะกลืน…

เมื่อพวกฝรั่ง ที่นำโดยอังกฤษ อเมริกา
จูงจมูกให้สมาชิกยูเอ็น ลงมติ รับรองให้อิสราเอล เป็นรัฐอิสระ
ไม่ขึ้นกับใคร ในปี ค.ศ.1948
และมีอาณาเขตประเทศ เหมือนลิ่ม
ตอกอยู่กลางดงพวกอาหรับ ในตะวันออกกลาง
แถมยังมีรั้วชิด ติดกับปาเลสไตน์อีกด้วย

ถูกวางหมาก ให้ไปเป็นลิ่ม ตอกค้าง อยู่กลางดง (คนไม่รักตัว) อย่างนั้น
อิสราเอล ก็ถูกพวกอาหรับรุมกินโต๊ะ เป็นเรื่องธรรมดา
เป็นไปความต้องการ ของผู้ส่งอิสราเอลไปเป็นลิ่ม ทิ่มคาอยู่ตรงนั้น
แต่อิสราเอล ก็พอเอาตัวรอด จากการถูกกินโต๊ะไปได้หลายมื้อ
ยกเว้น มื้อ ที่เกี่ยวกับปาเลสไตน์

อิสราเอลแก้ไม่ออก หรือ ไม่ต้องการแก้ ?!!?

อิสราเอล จึงพยายามหาพวก ที่ไม่ใช่เป็นพวกขี่อูฐแท้
และเป็นประเทศที่น่า จะอยู่ในสังกัดฝรั่ง ทำนองเดียวกัน
กวาดตาดูแล้ว ก็เลยไปเกาะแขน จับมือ กับ จอร์แดน ตุรกี
เลบานอน สายคริสเตียน และอิหร่าน

อิหร่าน นั้น ถึงจะไม่เห็นด้วย กับเรื่องที่อิสราเอล
ออกอาการ จะกินเขตแดนปาเลสไตน์
แต่ก็ไม่ถึงกับนับว่า อิสราเอล เป็นศัตรู (ในตอนนั้น)

ขณะเดียวกัน อิหร่าน เองก็ ถือตัวว่า เป็นประเทศที่มีรากเหง้า
ที่มีอารยะธรรม และประเพณีเก่าแก่
(อิหร่าน เป็นส่วนหนึ่ง ของอาณาจักรออตโตมาน)
ไม่ใช่พวกขี่อูฐ ที่เพิ่งมาตั้งประเทศ หลังสงครามโลกครั้ง ที่ 1
ประเภทสามล้อถูกหวย เลยกลาย เป็นเสี่ยปั้มใหญ่
อิหร่าน จึงไม่ค่อยสบอัธยาศัย ที่จะไปสุงสิงสมาคม กับพวกขี่อูฐ
เรา มันพวกขี่พรม (อิหร่านเป็นเอก ในด้านทอพรม)
คุยกัน คนละอรรถ คนละรส ทำนองนั้น

เมื่ออิสราเอล มาตั้งบ้านอยู่ในตะวันออกกลาง
ถึงจะเป็นคนแปลกหน้า อีกสายพันธุ์
แต่ยิว ก็ยังมีอารยะธรรมเก่า สาวขึ้นไปได้ไกลเหมือนกัน
อิหร่าน ก็คงคิดว่า น่าจะคุยกัน ได้ถูกอัธยาศัย กว่าพวกขี่อูฐ

อิหร่านกับยิว ก็เลยเริ่มคบกัน

แล้วก็ตามสันดาน พวกยิว ก็เลยเข้ามาทำมาหากินในอิหร่าน
อิหร่านก็ไม่ว่าอะไร
เพราะยิวมีความสามารถ เก่งหลายทาง
ช่วงนั้น เป็นช่วงที่พระเจ้าชาห์ ปกครองอิหร่าน
และกำลังต้องการพัฒนาประเทศ
ได้ยิว มาช่วยแนะนำด้านชลประทาน และการเกษตร ฯลฯ
พระเจ้าชาห์ ก็ยินดีต้อนรับ
แถมจ่ายค่าแรงให้ยิว สูงกว่าที่ยิวได้ในบ้านตัวเอง

ไปๆมาๆ อิหร่าน ก็เลยกลายเป็นดินแดน ในตะวันออกกลาง
ที่มีชาวยิวอยู่มากที่สุด

และเนื่องจากทั้งอิหร่าน และอิสราเอลในช่วงนั้น
ต่างก็สังกัด อยู่กับอเมริกา ด้วยกัน
ตามเก็บลูกบอลด้วยกัน เลยยิ่งรักกันใหญ่

รักกันถึงขนาด คุณพี่ซีไอเอ มาทำการฝึกหน่วยข่าวกรองมอสสาด (Mossad) ให้อิสราเอล
และสร้างหน่วยข่าวกรอง ซาวัก (Savak) ของอิหร่าน ให้เป็นคู่แฝดกัน
มอสสาด กับ ซาวัก ต่างแลกเปลี่ยนข้อมูล และเทคนิค
ด้านงานข่าวกรอง ด้านการสอบสวน และด้านการต่อสู้ ให้กันเสมอ

แม้จะรักกันขนาดนั้น อิหร่านก็ระวังตัว เพราะอยู่กลางดงอูฐ
จะจี๋จ๋าอะไร มากไป ก็คงจะไม่เหมาะสม
อิหร่าน จึงไม่ค่อยเปิดเผย ถึง สัมพันธ์ระหว่างยิว กับตัว
อิหร่าน จึงไม่เปิดสถานทูต อย่างเป็นทางการ ในอิสราเอล
แต่ใช่อ้อมผ่านสถานทูตของตน ที่อยู่ในกรุงเบอร์น สวิสเซอร์แลนด์
ซึ่งแบ่งคณะทำงาน ออกมาต่างหาก สำหรับงานด้านอิสราเอล
คณะทำงานนี้ จึงถูกเรียกว่า เบอร์น 2

แต่เรื่องนี้ ยิว กลับทำตรงกันข้าม
ยิว กลับตีปี๊บ ประโคมว่า สนิทสนมกับอิหร่าน
เพื่อให้พวกอูฐ เห็นว่า ตัวเองนั้น ก็มีเพื่อนรัก ที่ใหญ่ไม่น้อย
อยู่ในตะวันออกกลาง
และ เพื่อให้ชาวบ้านเห็นชัดถึงสัมพันธ์พิเศษนี้
ยิว จึงมาเปิดสถานทูต อยู่ในกรุงเตหะราน เดินกันพล่านเต็มเมือง

ต่อมา การค้าระหว่างอิหร่าน กับ ยิว ก็ก้าวหน้า งอกงามขึ้นไปเรื่อยๆ
ยิวส่งผลิตผลทางเกษตรให้อิหร่าน แลก กับน้ำมันอิหร่าน
ประมาณว่า 80% ของน้ำมัน ที่ยิวใช้ มาจากอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ยิว ก็ร่วมมือกับอิหร่าน ในการรับน้ำมันอิหร่าน
ไปขายต่อส่งให้ยุโรปด้วย

แล้วสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน กับยิว ก็มาถึงจุดสำคัญ…
เมื่ออิหร่านกับยิว ตกลงที่จะพัฒนาโครงการ
ที่มีชื่อเรียกว่า “Project Flower”

พวกเขา ไม่ได้จะทำการเกษตร ขายดอกไม้ ดอกไร่ อะไรหรอกครับ
มันเป็นโครงการลับ เพื่อพัฒนาจรวด ที่ออกแบบโดยอเมริกา
จากพิมพ์เขียวของอเมริกา
แต่ยิว กับอิหร่าน จะร่วมกันผลิต ในอิหร่าน

คำถามที่ค้างอยู่ คือ ยิวได้พิมพ์เขียวนี้มาอย่างไร ?!?

เดือนเมษายน ค.ศ.1977 พระเจ้าชาห์ของอิหร่าน
ก็ลงนามกับนาย ชิมอน เปเรส (Shimon Peres) อดีตนายกรัฐมนตรี
ของอิสราเอล ซึ่งขณะนั้น มีตำแหน่งเป็น รมว. กลาโหม
เป็นสัญญา มูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญ (มูลค่าขณะนั้น)
เพื่อร่วมกันสร้างจรวด ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้
และสามารถพัฒนา ให้ยิงจากเรือดำน้ำ ได้ด้วย
ทันสมัยไม่เบา…

ด้านอิหร่าน อ้างว่า จำเป็นต้องมีอาวุธนี้ เพื่อป้องกันตัวเอง
จากการโจมตีของอิรัค และสหภาพโซเวียต
เพราะอิรัค เพิ่งสั่งซื้อ จรวดสกั๊ด มาจากสหภาพโซเวียต
แต่อเมริกา สมัยรัฐบาลท่านจิมมี่ถั่ว (Jimmy Carter)
ปฏิเสธที่จะขาย จรวดรุ่น Pershing ให้แก่พระเจ้าชาห์
ตามคำขอ แม้ว่าอิหร่านจะสังกัดอเมริกา…

ก็น่าคิดว่า อเมริกา ตอนนั้น คิดอะไรอยู่…

แต่ก็น่าแปลก.. อิสราเอล กลับรีบเสนอตัวกับอิหร่าน
ว่า เราไม่มีทุน แต่มีความสามารถ
ถ้าอิหร่านออกทุน เราพร้อมพัฒนาจรวด ตามพิมพ์เขียวนี้
ร่วมกับอิหร่าน

ปี ค.ศ.1978 อิหร่านจึงส่งน้ำมัน ในจำนวน มูลค่าประมาณ 280 ล้านเหรียญ ให้อิสราเอล เป็นค่ามัดจำ
อิสราเอล จึงเริ่มทำการก่อสร้างโรงงาน และอุปกรณ์
สำหรับใช้เป็นโรงผลิตอาวุธ ที่เมืองซีร์จาน (Sirjan) ของอิหร่าน
และทำการทดสอบการยิงใกล้เมือง รัฟซานจาน (Rafsanjan)

เมื่อพระเจ้าชาห์ ถูกประชาชนชาวอิหร่านเดินขบวนขับไล่
จนในที่สุด ต้องสละบัลลังก์ ลี้ภัยออกนอกประเทศ ในปี ค.ศ.1979
Project Flower ก็เลยหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
และบรรดาพวกยิว ก็พากันตะกายกลับอิสราเอล
พร้อมกับกวาดพิมพ์เขียว และเอกสารต่างๆ
ใส่ถุงเมล์สถานทูต หายวับไปด้วย

หลังพวกปฏิวัติขับไล่ พระเจ้าชาห์ไปแล้ว
ท่านอยาโตเลาะห์ โคไมนี ขึ้นมาปกครองอิหร่าน แทน
และอิหร่าน ก็เปลี่ยนเป็นรัฐอิสลาม
หลังจากนั้น ท่านโคไมนี ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทุกทาง
ทั้งทางด้านการทูต และการค้า กับอิสราเอล
พร้อมทั้งประกาศว่า อิสราเอล เป็นศัตรูสำคัญของศาสนาอิสลาม

พวกยิว เขียนถึงเหตุการณ์ ในปี ค.ศ.1979 ว่า ก่อนหน้าที่ท่านอยาโตเลาะห์ โคไมนี จะกลับมานำการปฏิวัติ
ขับไล่พระเจ้าชาห์นั้น
ชีวิตของพวกเขา ที่อยู่ในอิหร่าน แสนสุขสบาย เหมือนอยู่ในสวรรค์
พวกเขาได้ค่าแรง สูงว่าที่อิสราเอล ถึง 3 เท่าตัว
มีบ้านสวยงาม และเกาะกลุ่มกันเป็นสังคมชั้นสูง อยู่ที่นั่น

แต่ไม่นานนัก ก่อนหน้าท่านโคไมนี จะกลับมาอิหร่าน
ชาวอิหร่าน เริ่มส่งเสียงด่า และไล่พวกฝรั่ง
โดยเฉพาะอเมริกัน ให้ออกไปจากอิหร่าน
เรียกพวกอเมริกัน ว่าเป็น ปีศาจซาตาน อันดับหนึ่ง
และเรียกพวกยิว เป็น ปีศาจซาตาน อันดับสอง
พวกชาวยิว อ้างว่า เมื่อเหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนเป็นอย่างนั้น
พวกเขาให้ พวกลูกเมียอพยพ กลับอิสราเอล ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.1978
แต่คณะทำงาน ยังอยู่ถึง ต้นปี ค.ศ.1979

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1979
เมื่อนายกรัฐมนตรีอิหร่าน ชาปัวร์ บัคเตียร์ (Shahpour Bakhtiar) ลาออก
และท่านโคไมนีขึ้นปกครองอิหร่าน
คณะทำงาน ก็พยายามหนีออกจากอิหร่าน ทางเครื่องบิน
แต่ไปไม่ได้หมด ต้องหลบไปอยู่ในที่หลบภัย
ที่พวก มอสสาด สร้างเตรียมเอาไว้ !?

พวกเขาบอกว่า มันเหมือนเป็น “ฉากซ้อม” การยึดสถานทูตอเมริกัน
ที่เกิดขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน ของปีนั้น ทีเดียว

ผมเคยเล่าถึงเรื่อง พระเจ้าชาห์ถูกขับไล่ ไว้แล้ว
ในนิทานเรื่อง “อิหร่าน” (แต่ตอนลงเพจ ใช้ชื่อเรื่อง “เหยื่อติดคอ”)
ลงเพจ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014)
และอยู่ในหนังสือรวมเล่มนิทาน เล่ม 4 (ต้มไม่เสร็จ)

ลองไปหามาอ่านประกอบกับ นิทานเรื่องที่กำลังเล่านี้
อาจจะทำให้ ท่านผู้อ่านมองเห็นชัดขึ้น ว่าใครวางแผน
ใครต้มใคร อย่างไร และตั้งแต่เมื่อไหร่

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
31 พ.ค. 2561

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *