นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เป้าเดิม”
(1)
ผมลาป่วย พักการเขียนนิทานไปนานหลายเดือน แล้วอยู่ๆ ผมรีบลุกขึ้นมาเขียนนิทานเรื่อง “คิมน้อย คอยอยู่” กับ เรื่อง “อเมริกาพร้อมแล้ว!?!”
ผมนึกว่าท่านผู้อ่าน ประเภทแฟนเพจรุ่นเก่าแต่ไม่แก่ทั้งหลาย จะเข้าใจ
ว่าทำไมผมต้องรีบลุกมาเขียน ….
แต่วิธีการเล่าของผม มันคงเหมือนข้อความในใบเซียมซี
ที่ต้องอาศัยความสามารถในการแปลความเล็กน้อย แต่คนรุ่นใหม่คงไม่ค่อยรู้จักใบเซียมซี เพราะยังไม่มีการเสี่ยงเซียมซีผ่านไอโฟน….
การเขียนแบบใบเซียมซี จึงน่าจะตกรุ่น
ผมเลยขอแก้ตัว เขียนขยายความนิทานทั้ง 2 เรื่อง ด้วยนิทานเรื่องใหม่นี้
คือ “เป้าเดิม” เพื่อแปลความนิทานของตัวเอง
ก่อนอื่น …ผมขอชี้แจงหน่อยนะครับ
(รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ เพราะคิดว่า เคยแจงไปหลายรอบแล้ว)
ผมไม่ได้เป็นหมอดูฟันธง…..
ผมแค่เป็นคนที่สนใจการเมืองโลก
เพราะคิดว่า เรื่องราวในโลกนี้ … ส่วนใหญ่ มันโยงใยเกี่ยวพันกันยุ่งไปหมด
และแถมยังมาเกี่ยว มาวุ่นกับเรื่องในบ้านเราอีก อย่างนึกไม่ถึง
ผมเลยสนองความสนใจของตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือ อ่านบทความ
รวมทั้งตามข่าวเทศข่าวไทย ข่าวสร้างข่าวแต่งทั้งหลาย
และเอามาคิดวิเคราะห์ต่อตามประสาผม
จากการติดตามแบบนั้น ผมก็ได้ข้อสรุป “ของผม”
ว่า เรื่องราว และเหตุการณ์ในโลกนี้ มันพิลึกเหลือเชื่อ…
มันแทบจะไม่มีอะไรจริงแท้… อย่างที่เราคิด ว่า เรา “รู้” เอาเสียเลย
เรา “ถูกหลอก” ให้ เข้าใจ หรือ รับรู้ ตามที่เขาต้องการแทบทั้งนั้น
ตำรา หนังสือ หรือ สื่อที่เราเสพ แม้กระทั่งการบันเทิง ….
ส่วนใหญ่ มัน “ถูกสร้าง” ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อลวงเรา เกือบทั้งสิ้น
เหมือนเรานั่งอ่าน นั่งดูข่าว ดูหนังอยู่ในหม้อต้ม หม้อตุ๋นนะครับ
ร้อนก้น ชะมัดเลย ไม่รู้มีใครรู้สึกไหม แต่ผมรู้สึกอย่างนั้น
และข้อสรุป “ของผม” ที่ผมกังวล
คือ ผมเชื่อว่า เป็นไปได้ว่าสงครามโลก ครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้น .,..
เพราะมันเป็น “ผล” ของ “แผน” ที่วางต่อเนื่องกันมา
ตั้งแต่การ “สร้าง” สงครามโลกครั้งที่ 1 และ ที่ 2
แต่การจะไปบอกเพื่อนฝูง หรือ ผู้คนในบ้านเรา เมื่อสัก 20 ปีก่อน
ว่า ….เป็นไปได้นะ ที่จะมีสงครามโลก ครั้งที่ 3 ให้เห็นในชีวิตเรา….
คนฟังก็คงมองหน้า แล้วก็ชื่นชม ว่า …เอ็งนี่มันเพี้ยนของจริง หรือ ฟุ้งสร้าน
เพราะนอนอ่านหนังสืออยู่กับบ้านมากไป
ก็เลยเป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาเขียนนิทาน
……นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น……
เผื่อจะช่วยคลายอาการร้อนก้น(ตูด)ให้ทั้งตัวเอง และท่านผู้อ่านไปได้บ้าง
และแม้จะเลี่ยงเล่าเป็นนิทาน
แต่เรื่องราวเดียวกัน ….ถ้าอ่านเมื่อ 3,4 ปีก่อน กับ อ่านตอนนี้
คนอ่าน ก็ อาจจะเข้าใจต่างกัน หรือ รู้สึกต่างกัน
เพราะบางเรื่อง ที่เล่าไปตอนโน้น มันดูไกลตัว ไกลบ้านเรามาก
และหลายๆอย่างที่ผมเล่าในนิทาน ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะเกิดขึ้น
(เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้)
หรือเกิดไปบ้างแล้ว ….แต่เรากำลังนั่งแช่ก้นอยู่ในหม้อตุ๋น อย่างรู้สึกอบอุ่น
เลยไม่รู้สึกหนาวสะท้านกัน
อันที่จริง คำแปล นิทานที่เขียนเหมือนใบเซียมซี 2 เรื่องสุดท้าย
ที่จะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจ “ความนัย” ของนิทานชัดเจนที่สุด
คือ ช่วยกลับไปอ่านนิทานทุกเรื่องที่ผมเขียน …
ตั้งแต่ เรื่องจิ๊กโก๋ปากซอย จนถึง นิทานเรื่องสุดท้ายกันอีกรอบ…ก็น่าจะดีครับ
จะทำให้เข้าใจซึ้งขึ้นในหลายเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในอดีต
มองเหตุการณ์ปัจจุบัน ชัดกระจ่างขึ้น
และพอจะคาดการณ์ได้ว่า อะไร…อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต….เพราะเหตุใด
แต่ถ้าไม่มีเวลาอ่านทุกเรื่อง… ก็อ่านแค่ 2 เรื่อง
คือ เรื่อง “แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3” (ลงเพจ 3 พย 2557/2014)
กับเรื่อง “เขย่าขั้ว” (ลงเพจ 28 ตค 2559 /2016)
ก็ยังดีครับ
ถ้าไม่อยากอ่านอะไรอีก แต่อยากจะอ่านใบเซียมซีให้รู้เรื่อง
ผมก็คงหมดปัญญา…
แต่ผมมันคนแก่จอมตื้อ …เขียนนิทาน(เตือน) มาแล้วตั้งหลายปี
พอใกล้จะถึงช่วงสำคัญ… จะปล่อยให้คนอ่าน ไปคนละสองทางก็แสนเสียดาย
เลยจะพยายามเล่า โดยจะย้อนเวลาถอยหลัง
สรุปไล่เรียง อย่างย่อๆ คร่าวๆ
พอให้ท่านผู้อ่าน มองเห็นต้นสายอีกรอบ เผื่อจะเข้าใจปลายเหตุ
คือเรื่องราวของโลก “ในปัจจุบัน” (ตามความเข้าใจของผม!!)
##############
(2)
ย้อนไป เมื่อประมาณ ปี คศ 1900
ตอนนั้น อังกฤษ คิดว่าตนเองนั้นใหญ่โตเอาเรื่อง เลยคิดเฟื่อง (มากไป)
ว่า ตนเองนั้น น่าจะเป็นผู้ครองโลก หรือ เป็นเจ้าของโลกได้ (ไม่ยาก)
แต่ความคิดครองโลกของอังกฤษ มีอุปสรรคสำคัญ อยู่ 3 รายการ
อุปสรรครายการที่ 1 นั้น มีจำเลยชื่อ เยอรมัน …
ที่อังกฤษเคยประเมินว่าเป็นแค่ไอ้กร๊วก หรือ ไอ้ฮั่น ไม่เอาไหน
แต่ไอ้กร๊วก เกิดทะลึ่งโตเร็วในช่วงปี คศ 1900 ต้นๆ โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรม และใกล้จะแซงหน้าอังกฤษอยู่ร่อมร่อ
อังกฤษจะยอมให้ไอ้กร๊วกแซงหน้าไม่ได้
โดยเฉพาะไอ้กร๊วก จะแซงหน้า ด้วยการสร้างทางรถไฟ สายเบอร์ลินแบกแดด เพื่อไปเอาน้ำมันที่แบกแดด (อิรัค) …ที่อังกฤษเล็งเอาไว้
อังกฤษ มีความคิดในตอนนั้น ว่า …
มันผู้ใด สามารถครอบครองแหล่งน้ำมันมากที่สุด
มันผู้นั้น ก็เหมือนได้ครอบครองโลก…
(จนถึงปัจจุบันนี้ ความคิดแบบนั้น ก็ยังมีอยู่ และ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อังกฤษ )
เพราะช่วงนั้น มันเป็นยุคเริ่มต้น ของการอุตสาหกรรม
ที่มี “น้ำมัน” เป็นสิ่งสำคัญ ในการทำให้ทุกอย่างเดิน
หมดยุคของถ่านหิน ที่อังกฤษเคยทุ่มเท
และกองทัพเรือ ที่เป็นอำนาจ และเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่อังกฤษใช้ ในการล่าอาณานิคม … ก็กำลังจะเปลี่ยนเครื่องจักรของเรือ จากการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน …มาเป็นใช้น้ำมัน ..
ที่ทำให้อังกฤษฝัน (เฟื่องอีกแล้ว) ว่า จะทำให้เรือรบของอังกฤษ
แล่นพุ่งเร็วเหมือนเรือเหาะ
ที่นี้ ถ้าไอ้กร๊วกเยอรมัน มันแย่งเอาน้ำมันไป …
แล้วเรือกูจะเหาะได้ยังไง(วะ) ….อังกฤษคงคิดอย่างนั้น
อุปสรรครายการที่ 2 มีจำเลย ชื่อรัสเซีย
รัสเซีย เป็นจำเลยโดยไม่รู้ตัว จากการเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยทรัพยากร (ต่างกับอังกฤษที่มีแต่ลมปาก)
และ อยู่ในอาณาบริเวณ ที่ยากแก่การที่ศัตรู จะเข้าไปโจมตีเอาชนะได้
มันเป็นความเชื่อของอังกฤษ อย่างถาวร ตามทฤษฏีของนักภูมิศาสตร์
ที่โด่งดังคนหนึ่ง ชื่อ ครูแม๊ค (Sir Halford Mackinder)
ที่บังเอิญมีลูกศิษย์ และคนเชื่อถือ เป็นคนในระดับสูงลิ่ว เช่น ผู้นำประเทศ ของอังกฤษ และ อเมริกา
ครูแม๊ค นี่ น่าจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดสงครามโลกมาแล้ว 2 ครั้ง
รวมทั้งครั้งที่ 3 …ถ้าเกิดขึ้นจริง (อย่างที่ผมคิด)
โดย ครูแม๊คอาจไม่ได้ตั้งใจ .. แต่ก็นับว่ามีส่วนในการสร้างกรรมใหญ่
นอกจากนั้น อังกฤษ ยังประทับตรา ให้รัสเซียเป็น จำเลย ประเภทถาวร
ไม่มีการยกฟ้อง หรือ ลดโทษ
เพราะอังกฤษ มองว่า รัสเซียนั้น เป็นชาติที่เข้าใจยาก
จะนับเป็นฝรั่งก็ไม่ใช่ …เอเซียก็ไม่เชิง …
ซึ่งทำให้อังกฤษทั้งดูถูก และชังน้ำหน้า (แปลว่าอิจฉา) ในขณะเดียวกัน
สรุปสั้นๆ แบบลุงนิทาน …อังกฤษนั้น น่าจะขี้อิจฉา และจนกว่ารัสเซีย
จึงรังเกียจ และ อิจฉารัสเซียมา 100 กว่าปี แล้วยังไม่เลิกครับ
แต่อังกฤษ ก็มีปรัชญาในการวางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ
คือ ถ้าตนเองมีศัตรู หรือ คู่แข่ง พร้อมกัน 2 ราย เช่น กรณี เยอรมัน กับ รัสเซีย
อังกฤษ จะพยายามไม่เปิดการรบกับศัตรู ทั้ง 2 ราย “พร้อมกัน”
แต่ อังกฤษจะเลือก “หลอก” เอาศัตรูรายที่อ่อนแอกว่า มาเป็นพวก
และ รบกับศัตรูรายที่แข็งแรง
และเมื่ออังกฤษ คิดจะทำสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อกำจัดเยอรมัน (ที่อังกฤษเปลี่ยนฐานะ จากจำเลย เป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว) ให้สิ้นซาก
อังกฤษจึงหลอกเอารัสเซียมาเป็นพวก ….
โดยกล่อมว่า …เรามาช่วยกันกระทืบเยอรมันดีกว่าน่า…
ขืนทิ้งไว้นานต่อไป ถ้าเยอรมันใหญ่ขึ้นมา มันจะไปกระทืบรัสเซียเสียเองนะ
รัสเซียจะยอมหรือ
ขณะเดียวกัน มันก็เป็นการกันไม่ให้รัสเซียไปเข้ากับเยอรมัน
เพราะกษัตริย์ของทั้ง 2 ประเทศนั้น เขาสนิทสนมรักใคร่กันดี ….
ต่างกับอังกฤษ ที่ไม่เคยรัก ไม่เคยคบใครอย่างจริงใจ
เรื่องนี้ อังกฤษสารภาพอย่างชื่นชมตนเอง ว่า ในเรื่องของสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น…..สำหรับอังกฤษ ไม่มีคำว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ”
มีแต่ คำว่า “ผลประโยชน์” เท่านั้น
###############
(3)
ทีนี้ลองอ่านเรื่องที่เล่าใน (2) ข้างต้น
โดยเปลี่ยนชื่อ อังกฤษ เป็น อเมริกา
เปลี่ยนชื่อ เยอรมัน เป็น จีน
ส่วนรัสเซียยังเหมือนเดิม นะครับ
อาจจะทำให้เรามองเห็นบางอย่าง เกี่ยวกับเรื่องราว ของสถานการณ์โลก
ในปัจจุบันชัดขึ้นอีกนิด
และท่านที่เป็นคอการเมืองโลก และ อ่านนิทานมาบ้างแล้ว
ก็อาจจะสรุปเลย ว่า …มิน่า ท่านเป็ดของอเมริกา ถึงคิด (หลอก)
ที่จะจับมือเอารัสเซียมาเป็นพวก เพื่อจะไปรบกับจีนในสงครามโลกครั้งที่ 3
เพราะรัสเซีย อ่อนแอกว่าจีนสินะ…
น่าคิดแบบนั้นใช่ไหมครับ …แต่ใช่หรือไม่… เป็นอีกเรื่องนะครับ
จึงขออย่าเพิ่งลงความเห็นอะไรล่วงหน้า…ก่อนอ่านนิทานเรื่องนี้จบ
ทีนี้ลองกลับมาถามตัวเองอีกที ว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นจริงใช่ไหม
และสาเหตุของมัน น่าจะเป็นอย่างที่เราเคยเรียนประวัติศาสตร์สากล
สมัยเรียนมัธยม
หรือ มันน่าใกล้เคียงกับเรื่องราว ที่ผมเขียนเล่าใน (2) ข้างต้น
ถ้าเรามองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน
พยายามทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนนะครับ
ถึงจะอ่านนิทานแก้ร้อน(…) ของผมคล่องคอขึ้น
สมมุติว่า ได้คำตอบ(แนว)ใหม่ ให้กับตัวเองแล้ว
แต่ก็ยังไม่ทำให้เข้าใจว่า อังกฤษ ชนะสงครามโลก ครั้งที่ 1 แล้ว
ทำไมยังต้องทำสงครามโลกครั้ง ที่ 2
และก็อาจยังไม่เข้าใจว่า แม้อังกฤษ จะชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จริง
แต่ทำไม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
อเมริกา กลับกลายเป็น มหาอำนาจเจ้าโลกแทนอังกฤษ
หนอย… มา(รบ) ที่หลัง แต่ดันคว้ายิ่งกว่าพุงปลา …ทะลึ่งคว้าไปทั้งโลก
อเมริกา ทำได้ยังไง แปลว่า มันต้องเก่งมาก
แล้วเลยอาจจะเข้าใจไปว่า ผมให้ลอง เปลี่ยนอังกฤษ เป็นอเมริกา
เปลี่ยนเยอรมันเป็นจีน ….
อย่างนั้น ถ้าสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดจริง
อเมริกาก็จะชนะจีน.. เหมือนอังกฤษชนะเยอรมันสิ
แถมรัสเซีย จะถูกอเมริกาหลอกเอาไปอยู่ข้างเดียวกันอีกใช่ไหม
ไม่ใช่ครับ
ฟังผมย้อนหลังให้ฟังอีกหน่อย ถึงอุปสรรค รายการที่ 3 ของอังกฤษ
อุปสรรค รายการที่ 3 มีจำเลย ชื่อ อเมริกา !
แต่ คำว่า “อุปสรรค” ของรายการที่ 3 นี้ น่าจะเหมือน ฤทธิ์ดาวราหู
ที่ให้ทั้งคุณอนันต์ (ไม่ใช่คุณอานันท์ หรือ น้านันท์ของผมนะครับ) และโทษมหันต์
สุดแท้แต่ว่า จะไปกระทบอังกฤษ เมื่อไหร่ และอย่างไร
เรื่องมันมาจากกระเป๋าของอังกฤษ ….
แม้ว่าอังกฤษ จะอยากกำจัดเยอรมันขนาดไหน แต่ในตอนนั้น อังกฤษไม่มี
ทุนพอที่จะทำสงครามกับเยอรมันและพวก กระเป๋าฉีกขาดกระจุยอยู่
แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เกิดขึ้นได้
เพราะ “อเมริกา” รับเป็นนายทุน
เพื่อให้อังกฤษและพวก ไปรบกับ ฝ่ายเยอรมันและพวก
คงเริ่มเห็น “แวว” ของอเมริกาแล้วนะครับ
เสร็จสงครามโลก อังกฤษและพวก ชนะ ฝ่ายเยอรมันและพวกก็จริง
แต่ทั้งฝ่ายแพ้ และฝ่ายชนะ เป็นหนี้อเมริกาหัวโต
อเมริกาทวงหนี้พวกอังกฤษ เต็มจำนวน พร้อมดอกเบี้ย (เค็มจริง)
แล้วพวกอังกฤษ ก็ไปทวงหนี้กับพวกเยอรมันอีกต่อ อ้างว่า เป็นค่าเสียหาย
จากการทำสงครามกัน..(หน้าด้าน)
เอ็งแพ้.. เอ็งต้องจ่าย…. ทำนองนั้น
แต่พวกเยอรมัน ไม่มีเงินจะใช้หนี้ฝ่ายผู้ชนะสงคราม
อเมริกา ก็เลยบอกเอางี้แล้วกัน …เราจะให้กู้กับพวกเยอรมัน
เพื่อให้พวกเยอรมัน….เอาไปใช้หนี้อังกฤษ
เพื่อให้อังกฤษเอาเงิน มาใช้หนี้อเมริกาอีกต่อ
วนเวียนกันอยู่อย่างนี้…. แต่ก็ทำให้อเมริการวยเอา รวยเอา
ไม่น่าเชื่อว่ามันจะทุเรศถึงขนาดนี้ …แต่พวกเขาทำจริงๆ
มันเป็นเกมการเงิน ของพวกสวนสัตว์วอลสตรีท ที่หลอกต้มทุกฝ่าย
เห็นไหมครับ …หม้อต้ม หม้อตุ๋น ถูกเอามาใช้ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
และยังใช้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน …
เกมการเงินของสวนสัตว์วอลสตรีท ยกแรก เจ พี มอร์แกน ได้คะแนนนำ… เพราะได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของอังกฤษแต่ผู้เดียว
เพื่อไปจัดการหาทุน ให้อังกฤษไปทำสงคราม
มันเป็นการสมคบคิดกัน ระหว่าง เจ พี มอร์แกน กับ ลูกพี่ เจ พี มอร์แกนตัวจริงคือ ตระกูลรอธไชลด์ ของอังกฤษ
แต่แล้ว เจ พี มอร์แกน รวมทั้ง ลูกพี่ คือ รอธไชลด์
และเจ้านาย คือ อังกฤษเอง ก็ถูกหักเหลี่ยม โดยนักล่าหน้าใหม่ คือ อเมริกา …
หักอย่างไร….. ส่วนหนึ่งเขียนเล่าไว้แล้ว ในนิทานเรื่อง“เขี้ยวงอก”
กับ เรื่อง “มายากลยุทธ”
ยังมีฉากตอนประกระบี่ ที่เฉือนคมกันจน กระบี่หัก …ผมยังไม่ได้เขียน…
ตั้งใจว่าถ้ามีแรงมากขึ้น จะเขียนเติมให้ครบรสครับ
เพราะเขาประกระบี่กัน มันยกร่องจริงๆ
สรุปว่า หลังจาก คศ 1937 เจ พี มอร์แกน และตระกูลมอร์แกน
ถูกถอดจากตำแหน่งหัวหน้ายักษ์ใหญ่วอลสตรีทไปเรียบร้อย
แต่ที่ปัจจุบันนี้ ยังมีชื่อ เจ พี มอร์แกนอยู่ในแวดวงการเงินนั้น
เป็น เจ พี มอร์แกน ที่มีแต่ป้ายชื่อ
ส่วนไส้ใน เป็น “เด็ก” ของผู้ที่โค่นตระกูลมอร์แกนลงหลุม ….
ตั้งแต่ ปี คศ 1937 นั่น
ใคร …หน้าไหน… ที่โค่น เจ พี มอร์แกน ลงจากตำแหน่งหัวหน้าวอลสตรีท…
น่าจะเดากันออกนะครับ … ผมเขียนสรรเสริญถึงอยู่บ่อยๆ
เขียนถึงทีไร ไวไฟ ที่บ้านมีอันเป็นไปเกือบทุกครั้ง ..เหี้ย น จริงๆ
ก็ ตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ …. ผู้มีบารมีเหนือประชาธิปไตยของอเมริกา
นั่นไง ครับ
พวกหินร่วงโค่นเจ้าพ่อเก่าได้อย่างไร
เพราะเขาคิดแผนมาอย่างดี คิดมาตั้งแต่ก่อนเข้าไปมีส่วนร่วม
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยซ้ำ…
(ไม่รบเอง แต่ เป็นนายทุนให้คนอื่นไปรบแทน ตายแทน ฉิบหายแทน
เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา เอา มาวางแผนขั้นต่อไป)
เมื่อพวกลูกหนี้ของอเมริกาชนะสงครามโลก และมานั่งประชุมกัน
ในฐานะผู้ชนะสงคราม ที่วังแวร์ซาย ปารีส ในปี คศ 1918
เพื่อตกลงแบ่งสมบัติของผู้แพ้สงคราม
อเมริกาในฐานะเจ้าหนี้ ของ ผู้ชนะสงคราม ก็มานั่งประชุมด้วย (มาคุมลูกหนี้)
และทำให้อเมริกาได้ข้อสรุป ว่า สงครามมันทำกำไรให้กับผู้ “สร้าง” ได้ดีจริงๆ
อเมริกา จึง จับมือกับอังกฤษ ก่อตั้ง Council on Foreign Relations (CFR)
เพื่อวางแผนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษ จะได้เป็นผู้ชนะสงครามอีกไง.. ดีไหมพี่
แต่ที่อังกฤษ นึกไม่ถึง …
คือ เมื่ออังกฤษชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว
อเมริกา กลับเป็นผู้ถีบอังกฤษ ..ตกลงจากแท่นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง
และ อเมริกา ขึ้นแท่นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแทน
(รายละเอียดของการ”ปั้น” อเมริกา ให้เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง อยู่ในนิทาน เรื่อง “เขี้ยวงอก” (ลงเพจ 29 พค 2557/2014)
และเรื่อง “มายากลยุทธ์” (ลงเพจ 17 ธค 2557/2014)
อเมริกา วางแผน ที่จะครองโลกแต่ผู้เดียวนี้ มาเกือบ 100 ปี แล้วนะครับ
และดำเนินการตามแผนมาตลอด
และแม้จะมีการผิดแผนไปบ้าง … อเมริกาก็ปรับแผนมาตลอดเช่นเดียวกัน
แปลว่า เป้าหมายของอเมริกา ที่จะเป็นผู้ครองโลก แต่ผู้เดียว….
ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
4 ก.ย. 2560
เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
****************
ลิงค์ประกอบเรื่อง
