นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เป้าเดิม”
(1)
ก่อนจะไปถึงเรื่องของเล่นของคิมน้อย
ผมขอย้อนเวลากลับไปสักหน่อย ถึงเรื่องเก่าของบ้านคิมน้อย
จะได้เข้าใจว่า ทำไมคิมน้อย ถึงเอาจริงกับเรื่องของเล่น…
สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทานเรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” คงพอจำได้ว่า ตั้งแต่ช่วงประมาณปี ค.ศ.1870 กว่า เกาหลี (ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเกาหลีชามเดียวกัน
ไม่แยกเกาเหนือเกาใต้) เป็นประเทศที่อยู่ใน “ความดูแล” หรือ “อยู่ในอาณัติของจีน” ที่ต้องส่งเครื่องบรรณาการไปคารวะจักรพรรดิจีนทุกปี
มาถึงช่วงปี ค.ศ.1890 กว่า จีนที่เคยใหญ่โต ชักเริ่มบารมีตก
แต่ญี่ปุ่นกลับเริ่มเปิดประเทศ ออกไปทำซ่า และคิดว่าตัวเองก็ไม่ใช่ขี้ไก่
เลยอยากลองของ
ญี่ปุ่นคิดเล็งเอาเกาหลีมาเป็นของตัวอยู่นานแล้ว เพราะเกาหลีมีทรัพยากรมากกว่าญี่ปุ่น ที่คงมีแต่ปลาดิบกับสาหร่าย
แต่ติดขัดว่าเกาหลีนั้น ยังมีจีนค้ำให้อยู่
ปี ค.ศ.1894 เกาหลีเกิดตีกันเอง…
จีนในฐานะผู้ใหญ่ เลยจำใจต้องยกทัพไปห้ามศึกใน ของเกาหลี
ญี่ปุ่นได้ข่าว เลยถือโอกาส ส่งกองกำลังไปเกาหลีเหมือนกัน
กะเสียบเข้าใส่กลางวง หวังเป็นตาอยู่
แล้วก็สมใจญี่ปุ่น เพราะจีนแพ้ญี่ปุ่นอย่างหมดท่า
(สงครามจีน ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 ค.ศ.1894-1895)
ญี่ปุ่นเลยคาบเกาหลีจากจีน เอาไปครอง
ในช่วงนั้น รัสเซียเอง ก็เตรียมแผนสร้างทางรถไฟ สายทรานส์-ไซบีเรีย
(Trans-Siberia) เพื่อเชื่อมมอสโคว์ รวมทั้งเมืองที่อยู่แถวทางด้านตะวันตก
ของรัสเซีย กับเมืองวลาดิวอสสต๊อก(Vladivostok) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือ
อยู่ทางฝั่งตะวันออกของรัสเซีย สำหรับออกไปทางแปซืฟิก …
เป็นการเชื่อมกัน แบบเอื้อมสุดแขน ยาวจากซ้ายสุด มาขวาสุด
เส้นทางทางรถไฟที่รัสเซียวางแผนไว้ จะต้องผ่านแมนจูเรียของจีน
ซึ่งเป็นบริเวณ ที่ติดกับเกาหลี เพราะเป็นเส้นทางที่จะผ่านแหล่งน้ำจืด
ถึง 2 แหล่ง คือพอร์ทเดียเรน กับพอร์ทอาร์เธอร์ …
สำหรับเมืองหนาว และมีบริเวณกว้างใหญ่อย่างรัสเซีย แหล่งน้ำจืด
เป็นเรื่องสำคัญมาก รัสเซีย จึงเช่าแมนจูเรียจากจีน
และมีแผนจะสร้างทางรถไฟให้เสร็จ ประมาณปี ค.ศ.1903
แบบนี้ คงมีพวกที่ไม่พอใจรัสเซีย (อิจฉา)อยู่แล้ว ยิ่งไม่พอใจหนักขึ้น
… รัสเซียกะจะครองทั้งด้านยุโรป และ ด้านเอเซียเลยหรือไง…
แล้วพวกกูจะเหลืออะไร…
แล้วอยู่ดีๆ อเมริกา ซึ่งประกาศใช้นโยบายอยู่อย่างสันโดด (Isolation Policy)
มานาน ก็เกิดเปลี่ยนใจ … ประกาศใช้นโยบายใหม่ …เป็นเปิดประเทศอ้าซ่า
(Open Door Policy 1899-1900)
เออ จังหวะเหมาะกันดีจัง … คงบังเอิญน่า…
หลังจากนั้น จีน ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ และมีต่างชาติเล็งจ้องเอาเป็นสมบัติของตัว
ก็เกิดเหตุ ที่เรียกว่าการกบฏนักมวย (Boxer Rebellion) ในปี คศ 1900
เหตุการณ์นี้ ฝรั่งอ้างว่า นักมวยจีนทุบฝรั่ง และฆ่าฝรั่งก่อน
พวกฝรั่งสาระพัดพันธุ์ เลยร่วมมือกัน เอาคืนจากจีน …
เอาเสียจนจีนเกือบเสียเมือง หรือเสียไปแล้ว (ในตอนนั้น)
อย่างไม่เป็นทางการ
และ ฝรั่ง ที่น่าสงสัยว่าจะตั้งหม้อตุ๋น จนตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด
จากกบฏนักมวย ก็คือ อเมริกา
ส่วนอังกฤษ ที่ไปจับจองจีนไว้ก่อน ดูเหมือนจะได้รางวัลที่ 2 … เอะ ทำไม่ยังงั้น
ส่วน เยอรมัน กับรัสเซีย นอกจากจะมีคนของตัวถูกฆ่าตาย โดยฝีมือใครไม่รู้
ยังถูกกันออกไปจากวงในอีกด้วย
คงมีคนสงสัย… วงในไหนนะลุง …ก็วงฝรั่ง ที่คุยกันเป็นภาษาอังกฤษน่ะ
พวกคุยภาษาอื่น นั่น มัน “วงนอก” อย่าลืมนะครับ
ระหว่างเกิดเหตุการณ์กบฏนักมวย ก็มีการปล้นเผาหน่วยงานของรัสเซีย
ที่มาดูแลการก่อสร้างทางรถไฟที่แมนจูเรียแถมไปด้วย
คนเผาเป็นชาวจีน…. แต่คนสั่งไม่รู้เป็นชาวอะไร
เจอไม้นี้เข้า รัสเซียก็เลยต้องเอากองทหาร เข้ามาดูแลการสร้างทางรถไฟ
แล้วเรื่องก็เลยเข้าทางตีน…
ฝรั่งที่ไม่อยากให้รัสเซียสร้างทางรถไฟสำเร็จ เลยยุญี่ปุ่น ให้ไปรบกับรัสเซีย
โดยใช้วิธีเสี้ยมตามสันดาน
…ถ้ารัสเซียมันสร้างทางรถไฟสำเร็จ … มึง ก็ชวดแมนจูเรีย เกาหลีก็อาจจะหลุดมือ แถมรัสเซียมันจะมาจ่อหน้าบ้านมึงอีก..นี่มันเอาทหารมาแล้วนะ…
ซามูไรคงชอบอาบน้ำอุ่นในหม้อตุ๋น ..มีฝรั่งมาหนุน แถมเป็นนายทุนให้
(ไปรบแทน) … ก็เลยยกทัพไปซัดรัสเซียตามแรงเสี้ยม ในปี ค.ศ.1904-1905
ไม่น่าเชื่อ… รัสเซียแพ้ครับ
และเป็นรอยค้างคาใจของรัสเซีย ที่คงจางยาก
และญี่ปุ่น ก็เลยยึดกวางตุ้งที่รัสเชียเช่ามาจากจีน รวมทั้งแมนจูเรีย
และทางรถไฟสายแมนจูเรียไปด้วย
ต้องยกนิ้วให้คนวางแผน ให้ซามูไรแบกถาด รอบแรกนี้จริงๆ
เพราะมันเป็นสาเหตุหนึ่ง… ที่ทำให้รัสเซียหมดความเชื่อมั่นในตัวเองไปแยะ เลยตัดสินใจไปอยู่ข้างอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ทำให้ฝ่ายอังกฤษ ชนะ ฝ่ายเยอรมัน ..
หลังจากนั้น รัสเซียก็ยิ่งเซ …เมื่อเกิดปฏิวัติในบ้านตัว ในปี ค.ศ.1917
ซึ่งเป็นการปฏิวัติ ที่มีผู้จัดส่งมาจากหลายทาง เพื่อให้รัสเซียที่ยิ่งใหญ่
และอยู่ในบริเวณที่กว้างขวางยากแก่การเข้าไปโจมตี… น่วม ..
จะได้พ้นจากการเป็นคู่แข่ง หรือ ศัตรู ของผู้คิดครองโลก (พ้นชั่วคราว?!)
แล้วรัสเซีย ก็เลยหายหน้าไปจากบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเอเซีย
กลายเป็นญี่ปุ่นเข้ามาวางก้ามแทน โดยเฉพาะในบริเวณแมนจูเรีย ของจีน
โดยจีนก็ได้แต่ตาปริบๆ ….
และ ในช่วงปี คศ 1931 กองทัพของญี่ปุ่น ก็เข้าไปยึด และประกาศเอาแมนจูเรีย
เป็นของตน และ เปลี่ยนชื่อ เป็นแมนจูกัว มีเรื่องราวลามยาวไปถึงเรื่องฆ่าโหดชาวจีนที่นานกิงอีกด้วย…
(อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ จากนิทานเรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” กับ เรื่อง “ต้มข้ามศตวรรษ” นะครับ)
################
(2)
ญี่ปุ่นไม่ได้หยุดแค่นั้น อาศัยตอนที่ภายในจีนกำลังวุ่นวาย ชิงอำนาจกันเอง (ตามแรงยุ และแรงเสี้ยมของฝรั่ง) ญี่ปุ่น (ด้วยการยุของฝรั่งอีกเหมือนกัน)
ก็เลยเข้าไปยึดครองเกาหลีเต็มตัวใน ปี ค.ศ.1937
ญี่ปุ่นปกครองเกาหลี อย่างเหี้ย มโหด
รวมทั้งพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมของเกาหลี ให้เป็นญี่ปุ่น… บังคับไปถึงเรื่องภาษา และ การนับถือศาสนา …..
และเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ใช้เกาหลีเป็นฐานทัพสำคัญ
และทำให้เกิดเหตุการณ์ ที่เรียกว่า “หมอนข้างญี่ปุ่น” ที่ญี่ปุ่น บังคับเอาหญิงเกาหลี มาบำเรอพวกทหารในช่วงสงครามโลก
มันเป็นเรื่องแสนจะขมขื่นของชาวเกาหลี และชาวจีน
ที่จนถึงปัจจุบันนี้ ชาวจีน และ ชาวเกาหลี ก็ยังขมอยู่ …
และญี่ปุ่น ก็แก้ความขมนั้นอย่างทุเรศ…ด้วยคำพูดทำนองนี้เกือบทุกปี
….เรื่องในอดีต เราอย่าเอามาพูดซ้ำ….ซ้ำซาก…
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 10 สิงหาคม
ค.ศ.1945 คือวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ หลังจากโดนอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ เอบอมบ์ ใส่ฮิโรชิมา และ นางาซากิ จนเมืองหายคนตายเรียบ
หลังจากนั้น บรรดากองทัพฝ่ายผู้ชนะสงคราม ก็พากันยกขบวน
เข้าไปยึดครองประเทศผู้แพ้สงคราม
อเมริกา รีบคว้าเอาเยอรมัน มาอยู่ในความดูแลของตัว ในบริเวณที่สำคัญ
และในจำนวนเนื้อที่ มากกว่าอังกฤษ ลูกพี่ใหญ่
นอกจากจะคว้าเยอรมันแล้ว อเมริกายังคว้าคอซามูไรเอาอยู่ในมือตัวเอง
คนเดียวอีกด้วย
ผู้ชนะสงครามรายอื่น ดูเหมือนจะยังไม่หายมึนจากอำนาจนิวเคลียร์ของอเมริกา …เลยไม่กล้าประท้วงมาก
สหภาพโซเวียต หนึ่งในฝ่ายผู้ชนะสงคราม เข้าไปในเยอรมันเหมือนกับผู้ชนะรายอื่น และแบ่งการปกครองเบอร์ลินกับอเมริกา
เบอร์ลินตะวันออก สหภาพโซเวียตดูแล …เบอร์ลินตะวันตก อเมริกาดูแล
โซเวียตไม่ยุ่งเรื่องญี่ปุ่น ปล่อยอเมริกาเอาไป
แต่โซเวียตกลับยกกองทัพเข้าไปในเกาหลีด้านเหนือ ที่มีบริเวณใกล้กับตัวเองแทน
อเมริกา เห็นอย่างนั้น ก็ ยกกองทัพเข้าไปขวาง …
ทั้งๆที่ตอนนั้น อเมริกายังวุ่นอยู่กับการครอบครองญี่ปุ่นมากกว่า
แต่เมื่อสหภาพโซเวียต เข้าไปในเกาหลี .. อเมริกาก็ต้องเข้าไปประกบ
นายดีน รัสก์ (Dean Rusk) ซึ่งขณะนั้นเป็นแค่นายพันเอกของกองทัพอเมริกา เลยจัดการเจรจากับสหภาพโซเวียต
… แบ่งเขตกันเลยแล้วกัน … เลือกเอาเส้นขนานที่ 38 ในแผนที่นี่แหละ
ขีดเส้นลงไป … ด้านเหนือเส้น เอ็งอยู่ไป…
ด้านใต้เส้น อย่าเสือก …อเมริกาดูแลเอง..
มันเป็นการแบ่งเขต โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนทางด้านไหนเลย ในมุมมองของเกาหลี…. นอกจากเป็นความสดวกของอเมริกา
หลังจากนั้น นายพลคนดัง แมคอาร์เธอร์ถึงได้โผล่มา
และออกประกาศนายพลหมายเลขหนึ่ง (General Order Number One)
ซึ่งมีผล เป็นการตกลงกัน ว่า อเมริกาปกครองเกาหลีใต้
สหภาพโซเวียตปกครองเกาหลีเหนือ
ซึ่งสตาลินของสหภาพโซเวียต ก็ตกลง
ระหว่างที่ อเมริกา กับ สหภาพโซเวียต ตกลงแบ่งเขตปกครองเกาหลีกัน
ชาวเกาหลีรักชาติ ก็รวมตัวกัน ตั้ง พรรค “สาธารณะรัฐของชาวเกาหลี”
(Korean People’s Republic หรือ KPR) เพื่อเป็นรัฐบาลชั่วคราวของเกาหลี
พวกเกาหลีรักชาตินี้ มีผู้นำ คือ คิม อิล ซุง (Kim Il Sung) คือ ปู่ของคิมน้อยนั่นเอง
พวกเกาหลีรักชาตินั้น รวมตัวกันมาตั้งแต่ถูกญี่ปุ่นเข้ามายึดครองบ้านตัว
เพราะทนการกดขี่ของญี่ปุ่นไม่ไหว
ญี่ปุ่นปกครองเกาหลี โดยเอาประเภทพ่อค้านายทุนมาปกครอง เพื่อทำการค้าและอุตสาหกรรมจากทรัพยากรของเกาหลี โดยให้ชาวเกาหลีเจ้าของแผ่นดิน เป็นแค่แรงงาน
เกาหลีนั้น ทางด้านเหนือ แม้ธรรมชาติจะมีแต่ที่สูงมากกว่าที่ราบ
แต่ก็อุดมไปด้วยแร่ธาตุและเหล็ก ที่เหมาะแก่การทำอุตสาหกรรม
ส่วนด้านใต้นั้น เหมาะแก่การทำกสิกรรม และชาวเกาหลีก็เคยอยู่ด้วยกันมา
แบบเกื้อกูลกันและกัน
เมื่อญี่ปุ่นมากอบโกยอย่างเดียว ชาวเกาหลีที่อยู่ทางเหนือ ก็เลยหันไปพึ่งสหภาพโซเวียตด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมแทน
ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ชาวเกาหลีรักชาติ จะเอนไปทางสหภาพโซเวียต
ซึ่งเป็นศัตรูกับญี่ปุ่น มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1905 โน่น และพึ่งโซเวียตในหลายๆด้าน
โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ขณะเดียวกัน ก็รับเอาแนวความคิด เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองของสหภาพ
โซเวียตเข้ามาด้วย …โดยเฉพาะเรื่องการไม่ชอบพวกนายทุนเอาเปรียบ
เมื่อสิ้นสงครามโลก ชาวเกาหลีส่วนใหญ่ จึงอ้าแขนรับสหภาพโซเวียต
ที่คุ้นเคยกันมานาน …มากกว่า คนแปลกหน้าชื่อ…. อเมริกา…
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
11 ก.ย. 2560
เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
****************
ลิงค์ประกอบเรื่อง
