นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”
อเมริกา เข้าไปตั้งหลักสังเกตการณ์ในจีนอย่างใกล้ชิดมากว่า 100 ปี แม้ในยามที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนแข็ง และจีนปิดประตูบ้าน แต่ใช่ว่าจะกันให้อเมริกาออกไปอยู่นอกวงได้หมดจริง…อเมริกายังฝากของที่ระลึกหลอกทิ้งไว้ในบ้านจีน เช่น มูลนิธิ โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ของที่ระลึกเหล่านี้ ยังคงทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต่อไป …. ศึกษา และหาจุดอ่อนของจีน….
จีนแม้จะใหญ่และประตูปิดแน่นแค่ไหน แต่ถ้าอเมริกาทำให้จีนเปิดประตูได้ และการค้าเสรีเดินเข้าออกในจีนตามแผนของฝ่ายอเมริกาเมื่อไหร่ ด้วยของที่ระลึกที่ทิ้งไว้ข้างใน บวกของกับใหม่ ที่อเมริกาจะส่งไปให้จีน ผ่านเสื้อคลุมเศรษฐกิจและสังคม มังกร….ก็มีโอกาสร่วงได้เหมือนกัน….
โชคดีที่มังกรยังมองไกล แม้จะเปิดประตูบ้านแล้ว แต่รัฐบาลจีนยังเป็นเจ้าของแบงค์ใหญ่ เกือบทั้งหมดอยู่ในตอนนี้ และเป็นยังเจ้าของรัฐวิสาหกิจอีกประมาณ แสนกว่าแห่ง ส่วนรัฐบาลท้องถิ่น ก็ยังไม่มีอำนาจเต็มตัว ถ้าจะกู้เงินนอกงบประมาณที่จัดสรรมาให้ ต้องผ่านรัฐบาลกลาง จีนยังมีการระวังตัว ไม่เปิดประตูบ้านอย่างอล่างฉ่าง
แต่ที่เปิดไปแล้ว และน่าจะเป็นเป้าหมายที่เหมาะ เป็นบริเวณที่จะได้เหยื่อเอามาลงหม้อต้มมากที่สุดคือ ตลาดหุ้น
ฝ่ายตั้งหม้อต้ม น่าจะเห็นแล้วว่า การค้าขายสินค้าทางการเงิน ไม่ว่าจะซื้อขาย ผ่านตลาดหุ้น หรือซื้อขายระหว่างคู่สัญญา หลอกให้ลงทุน เหมือนเล่นพนัน น่าจะเป็นแนวทางต้มเหยื่อที่เร็วที่สุด จำนวนมากที่สุด ยุ่งกับทางการน้อยที่สุด เจ้าของบ้านควบคุมยากที่สุด และมีผลกระทบทางลบ กับเจ้าของบ้านได้มากที่สุด เพราะจีนแสดงให้เห็นว่า ชอบสะสมกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีไม่น้อยทีเดียว
สินค้าการเงินจึงถูกคิดค้นขึ้นมา ในเวลาที่สอดคล้องกับการที่จีนจะเปิดตลาดหุ้นที่เซี่ยงไฮ้
ลองดู timeline ของการเดินแผนอีกที
– ค.ศ. 1987 AIG ตั้ง AIGFP ตัวสำคัญในการล่อเหยื่อ
– ค.ศ. 1990 จีนเปิดตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้
– ค.ศ. 1990 อเมริกา แก้กฏหมาย ทุบกำแพง เพื่อสร้างยักษ์ใหญ่ ให้มาทำหน้าที่ผลิต และจำหน่ายสินค้ากำไรงาม สำหรับล่อเหยื่อ รวมทั้งให้ประกันแบบตั๋วพนันหลอกเหยื่อได้
– ค.ศ. 1992 AIG กลับไปเปิดสำนักงานเซี่ยงไฮ้
– ค.ศ. 1994 ตั้งเห็ดฟันจีเนียส LTCM ทดลองสูตรการต้มเหยื่อ
– ค.ศ. 1998 AIGFP ร่วมมือกับสวนสัตว์วอลสตรีท ออกสินค้า CDS
– ค.ศ. 1998 ตั้งหม้อต้มใบใหญ่ชื่อ Citigroup
– ค.ศ. 2000 สวนสัตว์วอลสตรีท ระดมตั้งเห็ดฟัน hedge fund กองทุนส่วนบุคคลที่ไม่มีกฏหมายควบคุมขึ้นมาเต็ม และออกล่าเหยื่อ แถวเอเซียโดยเฉพาะในจีน และฮ่องกง
– ค.ศ. 2001 สินค้ายอดนิยม ตราสารข้าวต้มมัด CDO ติดตลาด
– ค.ศ. 2005 Goldman Sachs กับพวก เริ่มออกสินค้าพิฆาตชื่อ CDOs
– ค.ศ. 2006 สินค้า CDOs เป็นที่นิยม
– ค.ศ. 2007 สินค้า CDOs เริ่มออกฤทธิ์ ตลาดบ้านเริ่มพัง
– ค.ศ. 2008 สวนสัตว์วอลสตรีทพัง (ตามแผน หรือตามบท)
– ค.ศ. 2009 ตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนพัง ผู้ลงทุนในจีน ขาดทุนยับ ระบบการเงินของจีนเริ่มมีปัญหา
Kyle Bass ผู้ก่อตั้งเห็ดฟันตัวใหญ่ Hayman Capital Management ที่ในช่วงปี ค.ศ.2007 เขาพนันว่าตลาดบ้านในอเมริกาจะพังแน่ และกองทุนของ Bass ก็ซื้อตั๋วพนัน กับบริษัทประกัน แล้วก็กำไรเละ
Bass บอกว่า ในช่วงที่เรียกว่าวิกฤติซับไพรม์ ระบบการเงินของแบงค์จีนเจ๊งอย่างหนัก ….เขาประมาณว่า มันน่าจะถึง 4 เท่า ของที่อเมริกาเจ๊ง
อเมริกาเจ๊งไปเท่าไหร่ ดูง่ายๆ อย่างน้อยที่สุด เอาแค่จำนวนที่รัฐอุ้มพวกสวนสัตว์ และสถาบันการเงินอื่นๆ ตามโครงการทั้งหมด ประมาณ 7.7 ล้านล้านเหรียญ ของเป็นจีนเท่าไหร่ ก็คูณ 4 เข้าไป (ก็ประมาณ 30 ล้านล้านเหรียญ คิดเป็นเงินบาทไม่ถูกเลยครับ)
เจ้า Bass ยังบอกอีกว่า …นี่ยังไม่ได้พูดถึงหนี้สูญของแบงค์จีนนะ ถ้าสูญไป 10% ก็เท่ากับ 3.5 ล้านล้านเหรียญเข้าไปแล้ว 10% นี่คิดอย่างต่ำนะ ตัวเลขนี่เจ้า Bass อ้างว่า คิดจากจำนวนทุนของแบงค์จีน ที่รัฐเป็นเจ้าของ
จริงๆ คงยากที่จะรู้ตัวเลขความฉิบหายของจีน หรือแม้แต่ของอเมริกาเอง เพราะไม่มีใครบอกความจริง บางรายบอกมาก จะได้เงินอุ้มจากรัฐมาก บางรายบอกน้อย เพราะทั้งขายหน้าและเจ็บกระดองใจ
คงมีคนถาม ทำไมไม่ดูจากบัญชีล่ะ จากการตรวจสอบบัญชี จากรายงาน ไม่มีเหรอ …มีครับ คงหาได้โลกสวย ..แต่ในโลกจริง คงหาของจริงยาก ขนาดเจ้าตัวมันยังเอาลงไปอยู่ในหม้อต้ม ตัวเลขมันคงจะยุ่ยจนดูไม่ออก
The Economist รายงานในต้นเดือนธันวาคม ค.ศ.2008 ว่า แบงค์ใหญ่ที่สุด 4 อันดับของจีน คือ Industrial and Commercial Bank of China, the Bank of China, China Merchants Bank และ Bank of Communications รวมทั้งบริษัทในเครือของพวก 4 แบงค์ ต่างลงทุนในข้าวต้มมัดของเลห์แมน เข้าไปจนเต็มแน่น แค่นั่นยังไม่พอ ยังอมเอาข้าวต้มมัดของ”เครือ” เลห์แมนเข้าไปด้วยอีก อย่างนี้ มันคงยิ่งทำให้คิดตัวเลขความฉิบหายของจีนยากขึ้น
นอกจากนี้ กองทุนรายย่อยของจีน แมงเม่าจีน เหยื่อตลาดหุ้น และเหยื่อเห็ดฟัน ก็รับประทานข้าวต้มมัด จนพุงกางกันทั้งนั้น เพราะมันเป็น “สินค้าการเงินสมัยใหม่” กำไรงาม ใครไม่ลงทุน ก็โง่ตายชัก ช่วงนั้นเห็ดฟันบานเต็มจีน เรื่องเล่นหุ้น เป็นการลงทุน หรือการพนันของโปรดของคนจีนอยู่แล้ว อเมริกาคงไม่ต้องทำอะไรมาก แมงเม่าตาตี่ พร้อมโดดลงหม้อด้วยความเต็มใจ
มันคงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมเลห์แมนถึงออกข้าวต้มมัดอย่างบ้าเลือด และทำไมคิงเฮนรี่ถึงปล่อยให้เลห์แมนตกหน้าผาล้มละลายไป คนถือทรัพย์สิน หรือเจ้าหนี้ของเลห์แมน จะได้กินแต่แห้ว ไม่ได้อะไรคืน ส่วนพนักงาน 5 หมื่นกว่าที่ตกงาน… เมื่อเทียบกับงานใหญ่แล้ว มันก็เหมือนกับปล่อยให้ชาวบ้านในอเมริกาถูกยึดบ้านน่ะ …..จะเอามังกรลงหมัอต้ม มันก็ต้องปล่อยให้มด ให้แมงเม่าลอยคอบ้าง….. ไม่งั้นจะต้มมังกรสำเร็จหรือ และภายหลัง Nomura Holdings Inc. ก็เข้าไปซื้อธุรกิจทั้งหมดของเลห์แมนเอเซีย มาทำธุรกิจต่อไปเหมือนเดิม แต่การลงทุนของแมงเม่าจีน เจ๊งเรียบ
และถ้าเอามาโยงกับต้มยำกุ้ง ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ที่เลห์แมนเจ้าเดียว ได้รับบทพระเอก ซื้อของดีราคาถูกไปจากบ้านเรา ก็คงยิ่งทำให้เห็นเกมการเงินมหาโหดนี่ชัดขึ้น ไอ้กอริลลา อาจได้รับเหรียญกล้าหาญก็เป็นได้
ในกรณีของ Citi ก็ไม่ต่างกันนักกับเลห์แมน เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวต้มมัดรายใหญ่อีกราย แถมยังทำหน้าที่เหมือนประธานสมาพันธ์ข้าวต้มมัดแห่งโลก เพราะเป็นเจ้าของเห็ดฟันหลายฟาร์มมาก ทำหน้าที่ขายข้าวต้มมัดให้ ลูกค้ารายย่อยอีกมหาศาล เวลาเจ๊ง จะได้ลามไปทั่วตามแผน ถึงจำเป็นต้องรีบสร้าง Citi ให้เป็นหนึ่งในตัวเอกของแผน นอกเหนือจากตัวเอกอย่าง AIG และ โกลด์แมน
Citi น่าจะเป็นฝ่ายล่าเหยื่อเอกชน ในขณะที่เลห์แมนหลอกเหยื่อที่เป็นฝ่ายรัฐ
ถึงจีนจะไม่รับอย่างเต็มปากว่า ระบบการเงินของตนเอง ถูกหินทุบเสียน่วมเอาเรื่อง แต่จีนก็มีรอยช้ำหลายรายการ ที่ทำให้น่าเชื่อว่า ไอ้ที่เรียกว่าวิกฤติซับไพรม์ มันทำให้มังกรได้แผล
รายการแรก คือด้านอสังหาริมริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ตึกใหญ่ บ้านใหญ่บ้านน้อย รวมทั้งโรงงาน ในหลายๆท้องที่ของจีน ถูกทิ้งร้าง ตั้งแต่ ค.ศ.2008 จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังร้างอยู่เหมือนเดิม กำลังซื้อของคนชั้นกลาง หายไปเกือบหมด
เมื่อยอดหนี้ค้างชำระกับแบงค์ ที่มีการกู้เงินไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ลด แบงค์จีนกลับให้กู้รายใหม่ เอาไปชำระของเก่า เพื่อให้ดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว ระบบการตรวจสอบของจีน อาจจะไม่ทัน หรือไม่คุ้นกับหนี้ที่บานเร็ว หุบช้า
แต่ที่ทำให้เห็นว่าจีนหนักใจจริง คือ เมื่อรู้เรื่องเลห์แมนล้มละลาย จีนออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือรายการปลอบใจกับเขาทันทีเหมือนกัน เป็นจำนวนถึง 600,000 ล้านเหรียญ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2008 เพื่อเป็นเงินทุนให้รัฐวิสาหกิจของจีนเอาไปสร้างสาธารณูปโภคต่อ ไม่ให้มีการทิ้งร้าง
แต่การตั้งโครงการกระตุ้นของจีน กลับกลายเป็นการเปิดทางให้ รัฐบาลท้องถิ่น เล่นกล ตั้งบัญชีปลอม สร้างงานปลอม (ลูกน้องอาเฮีย ก็มีชอบปลอมป้ายเหมือนกันเนอะ) เบิกเงินรัฐไปถลุงอีกต่อ …เดินตามทางที่เจ้าของหม้อต้ม ขุดหลุมล่อไว้
แค่ 7 ปี จาก 2008 ถึงปี 2015 เขาว่า หนี้ภาคเอกชนของจีนเพิ่ม 2 เท่า หนี้ภาครัฐเพิ่ม 2 เท่า และทุนสำรองส่วนที่เป็น กระดาษสีเขียวตรานกอินทรีที่จีนสะสมไว้ ลดไป 1 ใน 3 และราคาที่ดินตกไปถึง 30%
ถ้าตัวเลขนี้จริง ก็น่าคิดว่า จีนสะสมกระดาษสีเขียวมา 30 ปี เจอขบวนการทุบ ที่ใช้เวลาทั้งวางแผน และปฏิบัติการ ประมาณ 10 กว่าปี ทำให้กระดาษสีเขียวหายไป 30% บวกกับความเสียหายทางภาคเอกชนอีก … มังกรก็อาจจะต้องชะโลมด้วยน้ำใบบัวบกนานเหมือนกัน
ล่าสุด บรรดานักวิเคราะห์ฝรั่ง ต่างประสานเสียงกันว่า ฝันร้ายอย่างปี ค.ศ.2008 อาจจะกลับมาอีก แต่คราวนี้ไม่ได้กลับไปที่อเมริกานะ แต่จะมาที่จีน และจะมาในปี ค.ศ.2016 นี้เอง ฝรั่งบอกว่า ทางแก้ของจีนคือ ลดค่าเงินหยวน ขายที่ดินที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดออกมาบ้าง และให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้เอกชนมาซื้อไปสิ เก็บไว้ทำไม และรัฐจะได้มีเงินกันไว้ไง เพราะมังกรก็มีทีท่าว่าอาจถังแตกได้เหมือนกัน ถ้าปล่อยไปแบบนี้
กร๊วกเอ๊ย …ก็สูตรหลอกแดกเหมือนเดิม ก็ใช้สื่อตีปีบขู่แบบเดิม …ไหนว่าฉลาดนัก ไงมึง ….คิดอะไรให้เอี่ยมอ่องกว่านี้หน่อยได้ไหม(วะ)
มันเหมือนเป็นเส้นทางที่ฝรั่งวางหลอกจีนไว้ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.2000 ให้จีนมาถึงจุดนี้ และจีนก็ดูเหมือนจะมาถึง….
และถ้าจีนมาถึงจุดนี้จริง มันแปลว่าอะไรครับ…. แปลว่า แผนทุบจีนสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว หรืออย่างน้อยก็ได้ผลส่วนใหญ่ตามแผนแล้วอย่างนั้นหรือ….. อำนาจของโลก ที่เคยมีขั้วเดียวคือขั้วของฝ่ายอเมริกา และถูกท้าทายโดยขั้วอำนาจใหม่ ที่มีรัสเซียกับจีน เป็นตัวคาน มาประมาณเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมา…..ก็หายวับไปกับตา ..เราก็กลับไปเป็นสมันน้อย เดินต้อยๆ กลับเข้าคอกอย่างนั้นหรือ…!?!!
มันไม่แน่ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรอก ….มันอาจจะตรงกันข้ามก็ได้ ….อะไรที่ถูกปะทะอย่างแรง การสท้อนกลับ ก็มักแรงตามไปด้วย…..
ที่ผ่านมา กี่ปีจนจำแทบไม่ได้ เกือบตลอดชีวิตผมมั้ง…. ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังข่าว จากฝั่งอเมริกา มีแต่รัสเซียชั่วช้า รัสเซียเลวทราม รัสเซียโหดร้าย จนเห็นรัสเซีย แล้วแทบจะฉี่ราด
มา 10 กว่าปีนี้ ก็มีแต่ข่าวจีนจอมก๊อบ จอมขี้โกง สกปรก ล่าสุด ถึงขนาดมีข่าวว่า มีการประท้วงนักท่องเที่ยวจีนสกปรก เถื่อน ทั้งๆที่เราไปง้อให้เขามาเที่ยวบ้านเรา เพราะเรากำลังบ้อท่า พอเขามาจริง ก็รุมกันด่าเขา…. จีนสกปรก ….เขาก็เลยไม่มา อาบน้ำอยู่ที่บ้านดีกว่า นี่ได้ข่าวว่า จะไปง้อให้เขากลับมาอีกแล้ว ….เรากลับมารักกันนะเจ๊ เพราะนักท่องเที่ยวฝรั่งพ่อมึงหายหมด …. ไม่ต่างกับเห็นอิสลาม เธอจ๋าอย่ามาวางระเบิดนะจ้ะ…
ใครทำ ใครสร้างภาพ ให้มนุษย์เรา มีความน่ารังเกียจ และเกิดความเกลียดชังกันถึงขนาดนี้ …..แล้วพวกคนสร้าง มันดีเหมือนเทวดากันนักหรือ…
อะไรทำให้เรากลายเป็นคนบ้าจี้ เชื่อตามที่ฝรั่งมันย้อมเราหมด
ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปฟังใครวิเคราะห์หรอกครับ หัดคิดเอง ใช้สมองตัวเอง ใช้ใจที่เป็นธรรมของตัวเองพิจารณาดู รัสเซีย จีน โดนต้มมาร้อยกว่าปี ข้อหา…. เป็นประเทศที่มีของดี และเป็นกระดูกขวางคอ ขวางทาง การเป็นพี่เบิ้มตลอดกาลของอเมริกา.. จึงต้องโดนทำโทษด้วยการกล่าวหากลั่นแกล้งสาระพัด….
คนเราโดนเขกหัวมากๆ ยังไม่มีฤทธิ์ ก็คงต้องกัดฟันทน แต่ถ้าเขาพอมีฤทธิ์กันขึ้นมา เขาจะยอมให้เขกหัวไปตลอดกาลหรือ
จีน ไม่ได้ดูง่าย…. จีนอาจจะโดนทุบจนช้ำก็จริง แต่จะช้ำมากหรือน้อย …คงยากที่จะรู้จักเกล็ดมังกรทุกชิ้น จีนไม่ใช่ประเทศใหม่ จีนมีระบอบการปกครองที่มีแนวทางคิดและแนวจัดการประเทศของตนที่ชัดเจนและค่อนข้างเคร่งครัด เมื่อมีบทเรียนแล้ว คงระวังตัว เพราะถ้ามังกรช้ำอีกรอบ คงจะทะยานขึ้นมายาก เราเป็นมังกรจะทำอย่างไรครับ …
ขณะเดียวกัน เจ้าของหม้อต้มใบใหญ่ ที่วางแผนยาวนานเหี้ยมโหดขึ้นทุกวัน ผมก็ไม่เชื่อว่า วางแผนแบบนั้นแล้ว จะชนะทุกเกม ได้เหยื่อคุ้มทุนที่ลงทุกครั้ง ยิ่งลงทุน โดยเอาความลำบากเดือดร้อนไปอยู่ที่ประชาชน ไม่ว่าจะตาสีอะไร ผมว่า โอกาสที่หม้อจะล้ม น้ำเดือดท่วมตัวลวกจนหนังเนื้อหลุดเป็นชิ้นๆ .. อาจเกิดขึ้นได้
สรุปแล้ว ตกลงมันเป็นวิกฤติ แท้หรือเป็นวิกฤติ สร้าง ….มันอาจจะยากแก่การตรวจสอบ อย่างมีใบเสร็จละเอียดทุกรายการ
ผมทำหน้าที่ตั้งข้อสังเกต ติดตามหาข้อมูลเอามาเรียง เล่าให้ฟัง ให้ท่านผู้อ่านพิจารณากันเอง
การจะ “สร้าง” วิกฤติใหญ่ระดับนี้ได้ มันต้องมีแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินการที่วางมาอย่างดี เป็นแผนที่มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ เวลา โอกาส และสถานที่
และการจะทำให้องค์ประกอบทั้ง 3 ประการ ได้ผล มันต้องมีทีมงานครบถ้วน และมี “อำนาจ บารมี” พอที่จะบันดาล ให้ องค์ประกอบ 3 ประการเกิดขึ้นได้ตามแผน
ใคร กลุ่มใด องค์กรไหนบ้าง ที่สามารถสร้างแผนวิกฤติปลอมได้ถึงขนาดนี้
ข้อมูลส่วนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าตัวละครหลัก ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ที่จะสามารถ “จัด” ให้มีการเดินตามแผนการสร้างวิกฤตินี้ ได้ตลอดทาง ….เกือบ 100% เกี่ยวข้อง หรืออยู่ในองค์กรที่เรียกตัวเองว่า Council on Foreign Relations (CFR) ในระดับต่างๆกัน ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
CFR คืออะไรกันแน่ เขาสำคัญขนาดไหน เขาเป็นแค่องค์กร ที่ฉวยโอกาส ..จากการส่งคนเข้าไปอยู่ในจุดที่สำคัญ เพื่อสร้างทุนและอำนาจให้กับพรรคพวกตนเอง หรือ ….จริงๆแล้ว เขาคือองค์กร ที่คุม หรือชักใยรัฐบาลพี่เบิ้มของโลก หรือจะพูดให้ชัด เขาเป็นอเมริกาตัวจริง ….พรรคการเมืองและรัฐบาล แค่เป็นมือเป็นตีนเป็นปาก ที่ใช้แสดงหน้าฉากประชาธิปไตย แต่เนื้อในแล้ว อเมริกา อาจไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเลย แต่ปกครองโดยหัวกะทิ คนมีอำนาจมีเงิน (Plutocracy) ไม่กี่คน ที่ใช้ CFR เป็นสมอง และใช้รัฐบาลเป็นร่าง ประกอบเป็นหนึ่งเดียวกัน
และอย่าคิดว่า CFR เป็นเรื่องของยิวอย่างเดียว แม้จะมีคนยิวรับใช้ CFR อยู่มาก อย่าไปให้คะแนนยิวมากเกินเหตุครับ ยิวจะยิ่งดีใจ เอาไปโม้ในทุกสื่อ เราก็ช่วยลือให้ยิวอีกต่อ CFR คืออเมริกาครับ ยิวคือเครื่องมืออันหนึ่งเท่านั้นเอง
แค่การออกสินค้าการเงิน เพื่อต้มเหยื่อรายใหญ่ เขายังวางแผนซับซ้อน อย่างเป็นขั้นตอน ใช้เวลาดำเนินการเพื่อได้ผลตามเป้าหมายนานร่วม 20 ปี …
และถ้าเขามีแผนมากกว่า และไกลกว่าการต้มเหยื่อ เราจะรู้ทัน รู้ตัวกันไหม
มันเป็นเรื่องชวนให้เราคิดว่า เขามีเป้าหมายอะไร ไกลไปถึงไหน และมันจะเกี่ยวโยงไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ด้วยหรือเปล่า และถ้าเกี่ยว บ้านเราจะเป็นอย่างไร ….มันเป็นเรื่องที่เราน่าติดตามศึกษาดูบ้าง ….เผื่อจะได้เตรียมตัว เตรียมใจไว้
อย่าตามแต่ข่าว ที่เขาหลอกให้เราตาม….
ระหว่างนี้ ผมฝากไว้ให้ตามดูสถานการณ์โลกบ้าง ส่วนที่สื่อไม่ได้จูง หรือชี้นำให้เราดู
ตั้งแต่นิวเคลียร์ดีลของเสี่ยปั้มอิหร่านผ่าน เราคงเห็นรายการเช็คชื่อทะยอยเกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนพี่เบิ้มที่ครองโลก กำลังบอกพรรคพวกฝั่งตัวว่า …มึงเลือกเอา ยังจะตีกรรเชียงเลี้ยวไปเลี้ยวมา หรือจะรีบรัดเข็มขัดที่นั่ง แล้วออกลุยด้วยกัน….
ถ้าเลือกวิธีแรก ก็เตรียมร่างคำแถลงเสียใจต่อประชาชนไว้ล่วงหน้าได้เลย …
รายการลุย คงพร้อมเริ่ม เมื่อมีการเช็คชื่อได้ครบเรียบร้อย (ใกล้จะครบแล้ว ?!)
อังกฤษ ทำตัวให้ดูยาก ตกลงเกาะนิ้วก้อยแตก ตีกรรเชียงเอาตัวรอดจากกันจริง หรือเล่นกลอีกต่อ แต่ถ้าการเช็คชื่อเล่นแรงขึ้นเรื่อยๆ อังกฤษในฐานะเก๋าจริง น่าจะประเมินรูปมวยแล้วว่า ระหว่างนี้ ยังมีเวลา ออกลีลาเล่นเป็นคนดู ลองของไปก่อน จะรอดไหม… ตอนนี้นิ้วก้อยแค่แตก แต่ถ้าอยู่ผิดที่ ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน นิ้วก้อยอาจถึงกับแหลกได้
สื่อใหญ่ๆ มักเล่นเรื่องซ้ำตามใบสั่ง แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียใจ แต่เรื่องที่อาจจะมีส่วนให้การรัดเข็มขัดที่นั่ง ออกลุยเร็วขึ้น นอกเหนือจากการออกจากอียูของชาวเกาะนิ้วก้อยแตกแล้ว การที่ไอ้แบกถาดพรรคอาเบะของญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้งเมื่อ เร็วๆนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตา เช่นเดียวกับเรื่องของตุรกีจอมไต่ลวด
ไอ้แบกถาดคงพยายามขอแก้รัฐธรรมนูญ ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพได้เองเต็มรูปแบบพร้อมเคลื่อนไหวออกนอกประเทศได้ … จริงๆลูกพี่ก็จัดทัพไว้ให้พร้อมแล้ว เพียงแต่ญี่ปุ่นยังไม่กล้าถลาออกมามาก เพราะรัฐสภา และประชาชนยังไม่เห็นด้วย แต่คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มีถาดพร้อมให้แบก และคนแบก คือคุณอาเบะก็พร้อมแบกมาตั้งแต่รุ่นตาแล้ว
ญี่ปุ่นกับก้อนหิน ดูเหมือนจะถูกอัธยาศัย น่าประหลาดไหมครับ ทั้งๆที่โดนเขาแจกของขวัญจนเมืองเกลี้ยงไป 2 เมือง?!
ญี่ปุ่นเป็นเรื่องใกล้บ้านเราครับ วางใจไม่ได้
ส่วนเรื่องตุรกีจอมเล่นเสียว ก็ต้องดูว่าท่านตอยับ ตัดสินใจแน่หรือยัง ว่าจะยืนตรงไหน หรือยังอยากเล่นเสียวไต่ลวดอยู่อีก บทเรียนครั้งนี้ ตุรกี น่าจะรู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้
ปากีสถาน อินเดีย ยังเป็นเรื่องที่ค้างคาของอเมริกา บังคลาเทศ เป็นหนังตัวอย่าง สะกิดให้หันมาว่า อยากเจอกันไหมพวก…
ยังมีเรื่องไม่น่าวางใจอีกหลายเรื่องครับ จากนี้ไป ก็เข้าสู่สถานการณ์ ที่เข้มขึ้นไปทุกที เวลาลั้นลา น่าจะน้อยลงได้แล้ว หันมองรอบบ้านในบ้าน รวมทั้งเตรียมจัดการเรื่องของตัวเองบ้าง บางทีอะไรมันก็อาจจะมาเร็วอย่างนึกไม่นึกเหมือนกันนะครับ
ในบ้านเราตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเคยเขียนไว้แล้ว ในนิทานเรื่องทางน้ำเชี่ยว บ้านเมืองเราจะรอดแค่ไหน ส่วนสำคัญคือ รัฐบาลกับประชาชนมีเอกภาพ มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน ผมไม่ได้เชียร์รัฐบาล แต่ผมเข้าใจว่า การประคองประเทศให้ผ่านทางน้ำเชี่ยวในยามนี้ เป็นเรื่องยากลำบาก เรายังมีคนเห็นต่าง เรายังมีคนมองเห็นแต่เรื่องเล็ก โดยมองข้ามเรื่องใหญ่กว่า เรายังมีหนอนใน เรายังมีคนเอาตีนราน้ำ และยังมีคนที่คิดแต่เรื่องไร้สาระลั้นลาไปวันๆนึง “แยะมาก”
เราต้องตื่นที่จะมารับรู้ความเป็นจริงหลายๆอย่างเสียที เราต้องหันมาใช้สติปัญญา มากกว่าใช้อารมณ์ มากกว่านิ้วจิ้มไลน์ส่งเรื่องไร้สาระกัน…. ผมเจอมาแล้ว หนึ่งสงครามโลก แม้จะเด็กมาก แต่ผมพอรู้ และจำได้ว่า พ่อแม่ผมลำบากขนาดไหน สมัยก่อน เรายังมีคนน้อย ที่ทางยังพออาศัยกันอยู่ อาหารยังพอแบ่งกันกิน
ผมไม่ได้จะปลุกให้แตกตื่น แต่ผมคิดว่า ในสถานการณ์โลก ที่เป็นอยู่ระดับนี้ เราน่าจะเริ่มใส่ใจ ในเรื่องการเป็นอยู่ในอนาคตของเรา นอกเหนือจากชีวิตประจำวันบ้าง
หลายท่าน เขียนมาบอกว่า ตัวเองก็แค่นี้ เป็นประชาชนธรรมดา จะไปทำอะไรได้ นั่นเป็นการเข้าใจผิดครับ ประชาชนทุกคน เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ถ้าเราจับมือกัน รวมกันได้เท่าไหร่ นั้นคือพลังของประเทศครับ
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
1 ส.ค. 2559
เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
