นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”
เรื่องเห็ดจี อาจไม่น่าเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตั้งหม้อต้มเหยื่อ งั้นลองดูส่วนประกอบการต้มตัวอื่นด้วย
เมื่อเอาเห็ดจีออกมาทดลองเล่นแค่แป็บเดียว คงจะเพราะเจอที่เด็ดจีรัสเซีย ความเสี่ยงที่นึกไม่ถึง หรือเพราะทดลองได้สูตรตามต้องการแล้วก็ไม่แน่ ก็เลยรีบกลับเข้าหลังโรง แล้วพวกนักตั้งหม้อต้ม ก็เตรียมการลำดับต่อไป
วันที่ 12 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1999 ท่านประธาธิบดี คนนิยมเด็กฝึกงาน ได้ลงนามในกฏหมายที่เรียกกันว่า Gramm-Leach-Bliley Act ซึ่งเป็นกฏหมาย ที่ออกมายกเลิกบางเงื่อนไขในกฏหมาย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Glass-Steagall ที่มีมาตั้งแต่ยุค ค.ศ.1930 กว่าๆ
ฝีมือคนล้อบบี้กฏหมาย Gramm-Leach นี้แน่มาก 90 ต่อ 8 ให้ผ่าน เพราะรัฐมนตรีคลัง ที่พยายามดันเรื่องนี้ ชื่อคุณชายโรเบิร์ต รูบิน (รมว.คลัง ม.ค.1995 – ก.ค.1999 สมาชิก CFR คนสำคัญ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ของ CFR ) ทำหน้าเบื่อ (ความฉลาดของตัว) แถลงว่า Glass Steagall เป็นกฏหมายที่เป็นอุปสรรค ต่อการทำธุรกิจ ธุรกรรมทางการเงินของอเมริกา เป็นปัญหาต่อความเจริญทางเศรษฐกิจของอเมริกา มันล้าหลังไม่ทันโลก เราต้องมีการแก้ไข ด้วยการออกกฏหมาย Gramm-Leach…
คุณชายรูบิน พูดแบบนี้ ใครไม่เห็นด้วย คงเหมือนเป็นไอ้โง่ออกมาจากถ้ำ เดี๋ยวนี้เปรียบเทียบกับคนหลังเขาไม่ได้นะครับ เพราะคนยึด(ภู)เขา เขายึดกันเงียบๆ แต่ยึดแน่นยิ่งกว่าตุ๊กแกทั้งนั้น
คุณชายรูบิน ดันจนสุดตัว ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งไป และส่งไม้ให้อีกคนมาดันต่อ ก็คือ รมว.คลังคนใหม่ ชื่อ Lawrence Summers ซึ่งก็เป็นสมาชิก CFR อีกเหมือนกัน และไม่ได้เป็นระดับธรรมดา แต่เป็นเด็กในคาถาของท่านหินร่วงด้วย ซ้ายหัน ขวาหัน ยกมือ กลิ้งหงายท้อง….คงทำได้ทั้งนั้น
นับเป็นการวางตัว วางตำแหน่ง ที่บังเอิญถูกเวลาดีจริง
ผลของ Gramm-Leach สรุปสั้นๆว่า มันคือการพังทะลายกำแพง ที่เคยกั้นห้าม ไม่ให้ธนาคารที่ทำธุรกิจ เฉพาะรับฝากเงินจากประชาชน และให้กู้เงินเท่านั้น ไปทำธุรกิจอื่น ที่อาจเสี่ยงต่อเงินฝากของชาวบ้านที่อุตส่าห์ออมเอามาฝาก เช่นเอาไป ซื้อขาย ลงทุน ในหุ้น หรือ สินค้าทางการเงินอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงให้กับเงินฝากของชาวบ้าน
กฏหมายเขาดีอยู่แล้ว แต่พวกตั้งหม้อต้ม เสนอให้ทุบกำแพงทิ้ง และผลของการทุบกำแพง มันก็เลยทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Citigroup, Bank of America, JP Morgan Chase เกิดขึ้น ด้านหนึ่งรับฝากเงินจากชาวบ้าน อีกด้านเอาเงินชาวบ้านไปทำตราสารข้าวต้มมัด จนฉิบหายเหี้ยน
การเล่นกลการเงิน ที่เรียกกันว่าวิกฤติซับไพรม์นี้ มันเหมือนเป็นการเปิดบ่อนใหญ่ เพื่อจะต้มเหยื่อระดับโลก จะเอามือจ้อยๆมาเล่นได้ยังไง มันต้องใช้มือระดับยักษ์เข้ามาเล่น มาเป็นหน้าม้า เหยื่อระดับโลกจะได้เชื่อถือ …จึงต้องถูตะเกียงออกกฏหมายสร้างยักษ์ขึ้นมา
คนนิยมเด็กฝึกงาน ไม่ได้ลงชื่อในกฏหมายสร้างยักษ์ แค่ฉบับเดียว อย่างนั้นการตั้งหม้อต้มเหยื่อ คงไม่สำเร็จสมบูรณ์ตามแผน
ปี ค.ศ.2000 เดือนธันวาคม เพียงไม่กี่วัน ก่อนหมดเทอมการเป็นประธานาธิบดี นายคลินตัน มือไม่สั่น ไม่เขิน ไม่รู้สึก รีบลงนามด้วยความมั่นใจ ในกฏหมายที่เรียกว่า Commodity Futures Modernization Act (CFMA)
มันเป็นร่างกฏหมายที่นำเข้าไปเสนอในรัฐสภาอเมริกัน ที่มีเอกสารเกี่ยวข้องประมาณ 11,000 หน้า แต่ให้เวลาสมาชิกสภาเพียง 72 ชั่วโมงในการศึกษา ก่อนที่จะมีการพิจารณา ใครจะไปอ่านทัน(วะ) ขนาดอ่านยังไม่ทัน แล้วจะไปรู้เรื่องได้ยังไง ว่ากฏหมายฉบับนี้ มันมีผลกระทบอะไรบ้าง กว่าจะมีคนรู้จัก ก็เมื่อเกิดความฉิบหาย ไฟไหม้ลามจนเกือบหมดป่าแล้ว ถึงได้ย้อนมาถามว่า ใครเอาป้ายห้ามสูบบุหรี่แถวนี้ออกไป (วะ)
หลังจากเกิดเรื่อง LTCM เห็ดฟันจีเนียส ที่คิดสินค้าทางการเงินหน้าตาแปลกๆ และก็ล่มหลบหายเข้าหลังโรงไปนั้น ทางการจึงเริ่มตื่นเต้น โดยเฉพาะคุณ Brooksley Born ที่เป็นประธานคณะกรรมการ Commodity Future Trade Commission (CFTC) ที่พยายามจะให้ทางการ ได้เข้าไปดูแลการค้าตราสารหน้าตาแปลกแบบนั้น ( derivatives) ซึ่งไม่ได้อยู่ในความดูแลของ SEC (กลต.ฝรั่ง) เพราะไม่ได้ซื้อขายในตลาดค้าหุ้น แต่ซื้อขายกันเองระหว่างคู่สัญญา แบบ ที่เรียกว่า over the counter
แต่คณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ของท่านประธานาธิบดี คนนิยมเด็กฝึกงาน ที่มีทั้ง Alan Greenspan, คุณชายรูบิน ที่ต่อมาเป็น Lawrence Summers มาแทน รวมทั้งประธาน SEC เอง ต่างออกมาประสานเสียง คัดค้านความเห็นของคุณ Brooksley ว่า ปิดกั้นความเจริญเติบโตของตลาด เป็นพวกอยู่ถ้ำ แบบไอ้ลุงที่เขียนนิทานหรือไง …. นอกจากค้านกันจนตัวโก่งแล้ว ยังดันให้อีกกลุ่ม นำเสนอการออกกฏหมาย CFMA เป็นการปาดหน้าคุณ Brooksley จนเยินไปทั้งแถบ
ผลของกฏหมาย CFMA ทำให้การออก และการขายตราสารข้าวต้มมัด ไม่ว่าแบบไหน ไส้อะไร รวมทั้งการประกันแบบ CDS (อย่างที่ AIG จะทำ) ทำได้ โดยไม่อยู่ในความดูแลของทางการ …
มันเป็นการตั้งใจหาช่องโหว่ของกฏหมาย เจอช่องโหว่ยังไม่พอ ยังสร้างรั้วมากัน ไม่ให้ใครเข้ามาปิดช่องโหว่ ด้วยการออกกฏหมาย CFMA นี้อีกด้วย
เมื่อดูระยะเวลาของการผ่านกฏหมาย ต่อด้วยการเกิดเหตุ 9/11 ตามด้วยนโยบายสนับสนุนให้กู้เงินซื้อบ้านของคาวบอยแล้ว….. มันคงกลืนยาก ที่จะบอกว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ ….ไม่ใช่เป็นวางแผนร่วมมือกัน เพื่อตั้งหม้อใบใหญ่ต้มเหยื่อ
คาวบอยบุชนั้น แม้ไม่ได้มีชื่อเป็นสมาชิก CFR แต่ ตัวพ่อเป็นครับ และรักกันจังกับท่านหินร่วง
ส่วนคนนิยมเด็กฝึกงาน ทั้งตัวเอง และลูกสาว มีชื่อเป็นสมาชิก CFR แต่คุณนายเมียที่กำลังเตรียมตัวเป็นประธานาธิบดี ไม่ให้น้อยหน้าคุณผัว เพราะคิดว่าตัวฉลาดกว่าผัว ไม่มีชื่อเป็นสมาชิก แต่คงไม่จำเป็น เพราะกำลังจะเป็นท่านประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอเมริกา อีกไม่นานเกินรอ
ขอแถมนอกเรื่องแต่ไม่นอกไกลครับ สำหรับคนอ่านนิทาน ที่โตไม่ทัน จะได้ “รู้จัก” คุณนายเมียมากขึ้น …เมื่อตอนคนนิยมเด็กฝึกงานหาเสียงเพื่อเป็นประธานาธิบดีนั้น คุณนายเมีย ขึ้นเวทีช่วยคุณผัวหาเสียง คุณนายพูดฉาดฉานมาก ครั้งหนึ่ง คุณนายพูดว่า …ถ้าคุณเลือกเขา คุณก็ได้เราทั้ง 2 คน …และสื่อสมัยนั้น ก็จะล้อเลียนเสมอว่า เลือก 1 แถม 1
แถมอีกว่า คุณนายเมียนั้น เป็นเด็กที่โตมาในครอบครัวที่อยู่แถวชิคาโก และเคยเข้าไปร่วมฝึกงานอยู่ในกลุ่มของ Nelson Rockefeller ที่เรียกว่าเป็น Moderate Republican นะครับ
เตรียมการกันถึงขนาดนี้ มันต้องเป็นเรื่องตั้งหม้อใบใหญ่ เพื่อต้มเหยื่ออย่างแน่นอน แต่ “เหยื่อรายใหญ่” หรือ “เหยื่อเป้าหมาย” คงไม่ใช่แค่คนซื้อบ้านโดยเอาบ้านมาจำนอง หรือชาวบ้านนักลงทุนรายย่อย (แมงเม่า) ที่ลงทุนซื้อตราสารข้าวต้มมัด
การเตรียมการล่วงหน้าเป็นสิบปี เป้าหมายมันต้องใหญ่กว่านั้น และไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน
ก่อนจะเดินหน้า ไปถึงเรื่องเหยื่อรายใหญ่ ผมขอย้อนกลับไปที่เรื่องย่อย แต่แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ถนัดในการสร้างป้ายลวงของปลอม ของกลุ่มผู้วางแผนต้มเหยื่อหม้อใหญ่นี้หน่อย
กรณีการกระทืบหมี Bear Stearns มองเผินๆ เหมือนจะเป็นรายการคิดบัญชีแค้นค้างใจ มาตั้งแต่เรื่อง เรียก มาร์จิ้น เห็ดจี เลยทำให้แผนสดุดล่ม จนชาวสวนสัตว์ถูกใบสั่ง ให้มาร่วมลงขัน แต่ดันมี 2 รายที่แข็งเมือง คือ หมีและเลห์แมน และทั้ง 2 ราย ก็ร่วงหล่นจากหน้าผา เละคาดิน
ดูแบบนั้นมันเหมือนจะง่ายไป คนคิดแผนเขาระดับไหน สังเกตดูจากบทความที่ออกมาโหมเรื่อง ไม่ว่าจากแหล่งไหน ตามที่ผมเอามาเล่าให้ฟัง มันคล้ายจะเป็นฉากละคร เพื่อลวงให้เขว้ เพราะในที่สุด หมีถึงจะถูกกระทืบ แต่ก็ไม่ถึงตาย มีคนมาอุ้มต่อ มันเป็นการสละหมี 1 ตัว เพื่อให้ฉากมันตื่นเต้นสมจริง เปิดทางให้ฉากอื่นเดินต่ออย่างเนียนก็ได้ เมื่อนึกถึงว่า หลายๆคน ที่ช่วยกันตั้งหม้อต้ม ก็เป็นศิษย์เก่า Bear Stearns แถมคนสร้าง Bear Stearns มาจากไหนล่ะ ก็ชิคาโก ถิ่นเก่าของเจ้าของแผนเอง มันน่าจะเป็นการขยิบตา เหยียบตีนกัน มากกว่าจะเล่นกันถึงตาย
ส่วนไอ้ 3 รายชื่อ ที่ Bear Sterns อ้างว่าไปแจ้ง SEC นั้น การตรวจสอบมีจริง แต่ก็จับมือใครมาดมกลิ่นไม่ได้เลย…เรื่องติดคุก…ก็ ลืมไปได้เลย ตกลงเรื่องจับมือใครดมไม่ได้นี่ ไม่ได้มีแต่บ้านเรานะครับ ไอ้ปื้ดฝรั่งก็มี
ส่วนรายการของเลห์แมน ที่รับบทหนัก และน่าตื่นเต้นกว่าเรื่องหมี มันเหมือนรายการเจ้าพ่อสั่งเก็บ… เอาแบบไม่ให้เหลือซาก… โทษฐานอะไรครับ เรื่องหักหน้าหักหลัง ท่านหิน Peter น่ะหรือ…. นั่นมันเรื่องตั้งแต่ปี 1983 โน่น แถมตอนเห็ดจีล้ม เลห์แมนยังเป็นหัวหอก ชวนชาวสวนสัตว์มาจับมือกันลงขันเลย
เอาละ สมมุติถ้าคิดว่า เห็ดจี ไม่เกี่ยวกับก๊วนหินร่วงเลย .. งั้นข้ามมาดูวิกฤติ ต้มยำกุ้ง ในปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ของบ้านเราก็ได้ …ใครนะส่งเลห์แมนมาเล่นเดี่ยว รับบทหนัก ร่วมกับไอเอ็มเอฟ ต้มสมันน้อยเสียเหลือแต่ซี่โครงบางๆ น่าสงสาร อย่างนี่จะให้เชื่อ หรือว่าเขาสั่งเชือดกันจริง
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อบ้านเราเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) มีข่าวว่า รัฐบาลไทยเจรจาขอความช่วยเหลือกับสถาบันต่างชาติ 2 ราย
รายแรกคือรัฐบาลจีน ที่เป็นฝ่ายเสนอความช่วยเหลือมาให้ โดยคิดดอกเบี้ยต่ำแทบจะติดพื้น เจรจาดีๆ อาเฮียอาจไม่คิดดอกเบี้ย และไม่มีเงื่อนไขมัดมือมัดคออะไรเลย แต่รัฐบาลไทยกลับลังเล ชลอการเจรจากับรัฐบาลจีนไว้ และไปเจรจากับเวิลด์แบงค์แทน ไม่รู้เพราะอะไร คงคุ้นแต่พูดกับฝรั่ง แต่ปรากฏว่า ท่านประธานาธิบดี คนนิยมเด็กฝึกงาน ปฏิเสธการช่วยเหลืออย่างเลือดเย็น …..เห็นใจมหามิตรชัดๆ ก็ตอนลำบากนี่แหละ ….อย่าลืมเรื่องนี้กันนะครับ
แต่ก๊วนกู๊ดบอยของไทย ที่คงสังกัดวอชิงตันโน่น ไม่หมดความพยายาม ส่งจดหมายรักไปหา ไอเอมเอฟ เขาว่ามีหน้าม้าแอบไปเจรจานอกรอบที่สิงคโปร์ ประเทศที่มีเนื้อที่เล็กกว่า กทม. แต่คุยโตจัง … เราพร้อมจะอ่อนอยู่ในมือท่าน…. คนที่มาหลบมุมเจรจาแทนไอเอฟเอ็ฟ ก็คือท่านทิมนั่นแหละ ส่วนคนที่แอบไปเจรจาแทนฝ่ายไทย ยังลอยนวลอยู่ในวงการเจรจากันอย่างไรไม่ทราบ ในที่สุด รัฐบาลไทยปฏิเสธเงินช่วยเหลือของจีน โดยทีมของ ธปท. ที่ไปเจรจากับจีนตอนนั้น อ้างว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง และรัฐบาลไทยในตอนนั้น ก็เลยเลือกเอาเงินช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟ ที่มีเงื่อนไขร้อยแปด ที่มัดเราแน่นตั้งกะหัวถึงตีนแทน ….อย่างนี้คงพูดกันรู้เรื่อง…
ไอเอมเอฟบอกว่า สถาบันการเงินไทยมาตรฐานต่ำ ต้องล้างบ้านเพิ่มทุน ยังกะมาตรฐานบ้านมึงดีนักล่ะ ผลเราต้องปิด 56 ไฟแนนซ์ เพราะ ไอเอ็มเอฟ บอกสอบไม่ผ่าน ผ่านแค่ 2 บริษัท ไอ้ที่ผ่าน คนในวงการมึน …ผ่านได้ไงวะ มันมีแต่ของห่วย … ก็ของห่วยไง มันถึงไม่เอา มันจะเอาแต่ของดีๆของเรา….
คนบ้านเราฉิบหายกันไปเท่าไหร่จำได้ไหมครับ ทั้งผู้ถือหุ้น คนเล่นหุ้น คนฝากเงิน คนทำงาน ฯลฯ แต่ที่เบิกบานที่สุด คือ พวกลูกหนี้ขี้ฉ้อของสถาบันการเงินขี้ฉ้อ ที่ให้พรรคพวกกู้กันสนุกสนาน พอสถาบันเจ๊ง ไอ้พวกขี้ฉ้อก็ฉวยโอกาสชักดาบ และหลายคนยังลอยหน้าอยู่ในสังคม เดินโชว์กระเป๋าใบละล้านห้า หลายคนมีบ้านพักผ่อน อยู่บนเขาลูกใหญ่ ที่สร้างบนที่หลวง โดยเงินที่ฉ้อมา
ต่อมา ไอ้พวกนักล้วงกระเป๋าชั้นเซียน ที่อ้างว่าเป็นสถาบันการเงินของโลก บอกว่า กฏหมายไทยแม่มมันห่วย ไม่ทันสมัยพอให้กูต้ม มันใช้บ้านเรากับไอ้พวกบื้อแถวเอเซีย ละติน นี่แหละ เป็นห้องทดลองแก้กฏหมาย ที่ขัดขวางการล้วงกระเป๋าของพวกมัน แก้ไขกฏระเบียบต่างๆ ที่ท่านนักวิชาการบอกว่า เราต้อง ดีเร็ก deregulation แก้มันหมด แก้กฏหมาย 11 ฉบับ เพื่อให้มันล้วงคล่อง รวมทั้งกฏหมายให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปตท. ถึงได้ออกมาหลอนเขย่าขวัญคนไทย ที่แย่ไม่ได้มีแค่เรื่อง ปตท. ครับ พรบ. ให้คนต่างด้าวถือหุ้น หรือทำธุรกิจในไทยนั่นแหละ ขายชาติของจริง
เรื่องต่อมา ก็เหมือนเรื่องข้าวต้มมัดเน่านั่นแหละ 56 ไฟแนนซ์เจ๊ง แบงค์เกือบทั้งประเทศก็เจ๊งตาม เพราะเพิ่มทุนไม่ได้ รัฐบาลคิดตามที่ฝรั่งสั่ง ตั้ง ปรส. กวาดทรัพย์สินของสถาบันที่เจ๊งมารวมอยู่ที่ ปรส. ที่วัตถุประสงค์ในการตั้ง เพื่อให้ดูแลแก้ไขฟื้นฟูสถาบันที่มีปัญหา แต่ไม่เห็นมันแก้ให้ฟื้นอะไร ได้แต่คิดขายทรัพย์สินของสถาบันพวกนั้น(ตามใบสั่ง) เสร็จแล้วอ้างว่าทำเองไม่เป็น ต้องตั้งบริษัทฝรั่ง ที่เป็นผู้ชำนาญการมาเป็นที่ปรึกษา ไอเอมเอฟ เอาชื่อยัดใส่มือคนไทยมา คือชื่อ Lehman Brothers. เยี่ยมมั้ย
เลห์แมนเป็นที่ปรึกษา จัดแบ่งทรัพย์สินออกเป็นกองๆ เตรียมให้มีการขายโดยการประมูล นี่ไง ต้นแบบของการทำข้าวต้มมัดแบบไทยๆ
เลห์แมนจัดกองเอง ตามที่ตัวเองต้องการ คัดเอาแต่ของชั้นดีกันออกมาไว้ก่อน เพราะจะเข้าไปประมูลซื้อทรัพย์สินกองนั้นเอง…. มีคนโวย…มึง ทำได้ไงวะ จัดกองเอง ตั้งราคาเอง แถมจะเข้าไปประมูลซื้อเอง…. เลห์แมนบอก เราจะให้บริษัทในเครืออีกรายมาประมูลต่างหาก เราไม่รู้กันหรอก เขาไม่มีทางรู้ราคา เพราะเราจะใช้ระบบที่เรียกว่าเอากำแพงเมืองจีนกั้น Chinese wall สูงแค่ไหนรู้ไม่ใช่เหรอ …. คนแถว ปรส. คงไม่ได้กินข้าว กินแต่หญ้าหรือไงไม่รู้ เลยเชื่อฝรั่ง ว่ากำแพงมันกั้นได้
โถ….ขนาดมีกำแพงกั้นที่บ้านมันเอง มันยังออกกฏหมายทะลายกำแพงได้ ของเราไม่ต้องถึงกับออกกฏหมายหรอกครับ แค่ฝรั่งมันบอกอะไร ก็ตัวสั่น โอเค โอเค ยืนกุมขาหนีบจนไข่ฝ่อกันหมด ….พ่อมึงสอน มึงยังไม่เคยเชื่อฟังเท่านี้เลย …เล่าแล้วของขึ้นครับ
แล้วเลห์แมนกับพวก ก็ประมูลได้ทรัพย์สินดี ราคาต่ำไปเกือบหมดประเทศเรา บางรายการขายกลับให้ลูกหนี้เจ้าของเดิม ได้กำไรอีกต่อ แต่ของดีๆ อมไว้ให้พวกตัวเอง แล้วเรามานั่งถามกันว่า ทำไมต่างด้าวมันเป็นเจ้าของทรัพย์สินดีๆ ในบ้านเราได้อย่างไร … ก็ได้ไปอย่างนี้แหละครับ
มีลูกหนี้ไทย ที่ต้องเสียทรัพย์สินไป เพราะไฟแนนซ์ล้ม อยากจะเอาทรัพย์สินคืนจะต้องใช้หนี้เต็ม หรือต้องจ่ายค่าเจรจากับตัวแทนฝรั่ง เลยออกมาท้วง…. งั้นขอผมประมูลสู้กับฝรั่งมั่งสิ…. กระทรวงคลังคนคุม ปรส. บอก ไม่ได้นะ …. คุณเป็นลูกหนี้เอง มาประมูลทรัพย์สินตัวเองได้ยังไง เสียวินัยการเงินหมด ….แต่ให้ฝรั่งเป็นที่ปรึกษา จัดกองทรัพย์สินเอง ตีราคาเอง ซื้อเอง กำไรไม่รู้เรื่อง
อย่างนี้ไม่เสียวินัยว่ะ…. แต่เสียค่าโง่….
เรื่องนี้ เล่นเอาท่านคลังไทย ที่ฝรั่งหมายมั่นจะปั้นให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีไทย ถึงกับโดนสื่อใหญ่มาก ตีแบบไม่เลิก ทำเอาเสียศูนย์ หัวหงอกเกือบทั้งหัว หายหน้าไปกินยาแก้ช้ำในอยู่นาน แผนการยึดประเทศไทย เลยต้องออกแบบใหม่ เอาตัวใหม่หน้าเหลี่ยมมาเล่นแทน
ไพ่คนละสำรับ แต่เจ้ามือคนแจกรายเดิม….
เรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง จนมาถึงแปรรูป จูงจมูกไป 3,4 รัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน พรรคไหน ภูมิมากภูมิน้อย ก็ถูกฝรั่งเอาเชือกร้อยไปใช้เหมือนกันหมด …
กลับมาที่เลห์แมน เขาว่า กำไรที่ซื้อของดีราคาถูกบ้านเรา เป็นเงินทุนสิงคโปร์ ส่วนหนึ่ง ที่ใช้เลห์แมนออกหน้า นึกชื่อกองทุนออกไหมครับ กองทุนนี้ก็กลับมาซื้อดาวเทียมของไทย มาแอบฟังคนไทยจู้ฮุกกรูกันอีกที มันโคตรฉลาดเลย หลอกเอาเงินเรา มาซื้อของเรา ไว้ล้วงความลับเรา ….หรือมันไม่ได้ฉลาดมากแต่เราเซ่อมาก !?
ส่วนกำไรด้านเลห์แมน มันเอากลับไป ไว้ผลิตข้าวต้มมัดเล่นกัน เสียหายก็ไม่ใช่เงินมัน เงินใครไม่รู้ จะไปเดือดร้อนทำไม…. เกือบทุกเรื่องในโลกนี้ มันต่อเนื่องกันเกือบหมด ต่อกันถูกหรือเปล่าเท่านั้นเอง
และหลังจากที่คิงเฮนรี่ บอกไม่อุ้ม เลห์แมน ถ้าคิดช้าๆอีกที ถ้าไม่เอาบทเหี้ยมขนาดให้เลห์แมนล้มจนไม่เหลือมาออกเล่น รัฐสภาจะออกมาอุ้ม AIG ที่เหมือนเป็น ซีไอเอ ภาคเอกชนไหม…..เขาเล่นกันแบบเนียนจริง จนมองแทบไม่เห็นรอยตะเข็บ
แต่การวางบทให้เลห์แมนล้มละลายตัวเองนั่น… มันกลับทำให้เราพอเห็นร่องรอยบางอย่าง ที่พวกนักตั้งหม้อต้ม…ซ่อนเอาไว้….
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
31 ก.ค. 2559
เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
