ป้ายปลอม ตอนที่ 28

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 28

BlackRock Group ไม่ใช่ธนาคาร ไม่ใช่บริษัทประกัน ไม่ใช่ธนาคารกลาง ไม่ใช่กระทรวงคลัง ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ แต่ BlackRock ให้คำปรึกษาแก่พวกสถาบันเหล่านั้นทั้งนั้น รวมทั้ง …เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในหลายสถาบันพวกนั้นด้วย

เขาใหญ่เสียขนาดนี้ แต่น่าแปลกใจว่า มีน้อยคนเหลือเกินที่เคยได้ยินชื่อเขา และยิ่งกว่าน้อยอีก ที่ ” รู้จัก” ความใหญ่และอิทธิพลของ BlackRock และ Lawrence D Fink หรือ Larry Fink หัวหน้าใหญ่ของ BlackRock ….

เมื่ออเมริกา เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับข้าวต้มมัด CDO คนที่ชาวสวนสัตว์วอลสตรีท ต่อสายไปขอความเห็นมากที่สุดก็คือ Larry Fink คนนี้เอง ไม่ว่าจะเป็น Jamie Dimon ของ JP Morgan Chase, John Mack ของ Morgan Stanley, หรือ Robert Willumstad ของ AIG

และไม่ใช่ชาวสวนสัตว์เท่านั้น ที่โทรหา Fink ด้าน กระทรวงคลัง ของ คิงเฮนรี่ และ เฟดนิวยอร์ค ของท่านทิม ก็ให้เจ้าหน้าที่โทรหา Fink ถี่ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วง ที่ JP จะซื้อ Bear Stearns และช่วงที่จะมีแผนอุ้ม AIG กับ Citigroup

จากรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ของกระทรวงการคลัง ในช่วงปี ค.ศ.2009 ถึง ค.ศ.2013 มีรายการแสดงว่า ท่านทิมโทรศัพท์ หรือประชุมกับ Fink อย่างน้อย 104 ครั้ง ระหว่างที่เขาเป็นท่านคลัง และ Jack Lew ที่มารับหน้าที่ต่อจากท่านทิม ก็ติดต่อกับ Fink ในลักษณะ และความถี่ใกล้เคียงกัน

ใครที่ไหน สร้างให้ก้อนหิน BlackRock และ Fink โตใหญ่อย่างรวดเร็ว หรือมีอิทธิพลมากมายอย่างนี้นะ ถนนทุกสายจึงมุ่งไปที่หินก้อนดำ

BlackRock Group เหมือนสถาบันเงา เหมือนไม่อยู่ในกฏระเบียบของใคร และมักจะอยู่เบื้องหลัง ขณะเดียวกัน ก็แต่แทบจะไม่มี บริษัทใหญ่ ในประเทศ หรือในภูมิภาคใดในโลกนี้ หรือสำนักบริหารทรัพย์สินที่ใหญ่ๆในโลกรายไหน ที่ไม่เคยสัมผัส หรือไม่รู้จักอิทธิพลของ BlackRock..เงาหิน…

ก่อตั้งขึ้นมาเพียง 28 ปี แต่นับถึงปลายปี ค.ศ.2015 BlackRock บริหารทรัพย์สิน มูลค่าทั้งหมด 4.5 ล้านล้านเหรียญ (มากเกือบเท่าเอากองทุนส่วนบุคคล และ เห็ดฟัน hedge fund ของทั้งโลกมารวมกัน!) และ BlackRock ยังสามารถ “รู้” การซื้อขายหุ้น ทุกรายการ ของทุกตลาด มูลค่าประมาณ 11 ล้านล้านเหรียญ โดยการดูผ่านระบบ Aladdin ที่ Blackrock แอบซุ่มสร้างและพัฒนามาตลอด

เขาว่าระบบ Aladdin ใช้คอมพ์ทั้งหมด 5,000 ตัว และมีคนคอยเฝ้าตามตลอด 24 ชั่วโมง ถึง 2,000 คน…

ด้วยระบบ Aladdin ของตน BlackRock เหมือนมีตาทิพย์ มองเห็นทะลุการลงทุนทุกรายการ จนสามารถประเมินสภาพและคุณค่าการลงทุนเหล่านั้น ได้อย่างแม่นยำ ลูกค้าของ BlackRock ไม่จำเป็นต้องขอการประเมินจาก บริษัท เรตติ้ง อย่าง Moody’s , Standard &Poor อีก แค่ติดตาม หรือขอคำแนะนำจาก BlackRock ก่อนทำรายการเท่านั้นเอง ส่วนไอ้พวกบริษัทเรตติ้งนั่น เอาไว้ให้พวกเหยื่อใช้ก็แล้วกัน… ดูเหมือนมันจะยิ่งกว่า การรู้ข้อมูลวงในอีกนะ .. แบบนี้โอกาสขาดทุน แทบจะไม่มี เฮ้ออ….

แต่สิ่งที่ลูกค้า BlackRock ไม่รู้คือ BlackRock เอง ก็อาจมีการลงทุนไม่ต่างกับรายการของลูกค้า โดยอาจต่างเวลากันเล็กน้อย ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ ก็คงพอคิดกันได้ …. อย่างนี้คงรวยพอ ที่จะซื้อไปถึงดาวอังคาร ดาวพฤหัส… ครองโลกใบเดียว คงจะกระจอกไปแล้ว

BlackRock นับเป็นผู้ลงทุนเดี่ยว ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันเป็นการบริหารทรัพย์สิน ที่มีขนาดใหญ่กว่า ทรัพย์สินของประเทศญี่ปุ่น หรือเยอรมัน คิดคำนวณในแง่ของของ GDP จริงๆ คงมีแต่จีนกับอเมริกาเท่านั้น ที่จะมี GDP เหนือ BlackRock…. นี่มันเป็นบริษัท หรือมันเป็นอาณาจักรกันแน่

และคงไม่เกินไป ที่จะบอกว่า BlackRock เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทแม่ (holding company) ที่ถือหุ้นประมาณ 40% ของบริษัทมหาชนทั้งหมด ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ของ 1 ใน 5 บริษัทใหญ่ของอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในบริษัททั่วโลก นับตั้งแต่แคนาดา ไล่ไปจนถึงบราซิล เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน และ ฯลฯ

และถ้าเจาะลึกลงไปอีกหน่อย เกี่ยวกับธนาคารของอเมริกา BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ของ JP Morgan Chase, Citigroup, Bank of America, Goldman Sachs, Morgan Stanley และ Wells Fargo

ส่วนพวกบรรษัทใหญ่ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และมีกำไร BlackRock ก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เช่น Walmart, General Electric, General Motors, Ford, AT&T, Verizon, Google, Apple, Exxon Mobile และ Chevron ยังมีรายชื่ออีกแยะครับ (ข้อมูลเกี่ยวกับ BlackRock ในกูเกิลมีนะครับ กดอ่านดูความยิ่งใหญ่ของเขาได้เลย)….มิน่า มึงเล่นผมเสียแบนแต๋เลย เล่นเจาะกล่องดวงใจของมันนี่เอง…

เหมือน BlackRock (ใกล้จะ) เป็นเจ้าของโลกใบนี้แล้ว (ยังมีใครคิดว่าพวกโล่ห์แดง ใหญ่ยิ่งอีกไหมครับ ผมว่าไอ้นั่นมันตกรุ่นไปแล้ว)

แต่ BlackRock บอกว่า ยังน่า …เราแค่เป็นผู้บริหารทรัพย์สิน และเป็นผู้ลงทุนด้วยเท่านั้น…. บังเอิญทรัพย์ที่เราบริหารและลงทุน มันมีขนาดใหญ่มาก ทั้งในด้านของทุน และเครือข่าย ครอบคุมไปเกือบทั้งโลก….. เท่านั้นเอง .. โฮ้ย.. ใหญ่จังมึง อย่าขู่มาก เดี๋ยวกูกลัวนะ 555

BlackRock ยังให้คำปรึกษากับรัฐบาลชาติต่างๆ ที่ประสพปัญหาทางเศรษฐกิจ และต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินจากสถาบันต่างประเทศ เช่น World Bank, IMF, ECB จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญ อย่าง BlackRock เข้าไปช่วยเจรจา รวมทั้งตีราคาทรัพย์สินของผู้ที่จะเป็นลูกหนี้(เหยื่อน่ะ) เช่นรายการของกรีซ และ ประเทศแถบละติน

ในการไปรับงานในต่างประเทศ ในช่วงที่สถานการณ์ในประเทศนั้น ไม่ปรกติ BlackRock บอกว่าต้องจ้างบริษัทดูแลด้านความปลอดภัย Security Advisors หรือ Contractors ไว้เป็นประจำประมาณ 25 บริษัท และพนักงานของ BlackRock อาจต้องมีการปลอมแปลงตัว มีขบวนการคุ้มกันในการเข้าไปทำงานในประเทศนั้น .. ตกลง มันไปทำอะไรกันแน่ … มีสื่อบอกว่า พวก BlackRock ก็ไม่ต่างกับ พวก Blackwater ทางการเงิน?!!

สำหรับท่านที่ไม่รู้จัก …Blackwater คือ บริษัทที่ให้บริการเป็นทหารรับจ้างที่ใหญ่ และดังที่สุดในโลก และดังมาก คือ เรื่อง เบงกาซี ลิเบีย ที่คุณนายคลินตัน ยังล้างเลือดจากมือหล่อนไม่หมด

ตกลง รับจ้าง “จัดการ” ด้านการเงิน หรือด้านอาวุธ หรือ ทุกอย่าง?!?!

Lawrence D Fink หัวหน้าใหญ่ ของ BlackRock ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นชาวยิว พ่อเป็นเจ้าของร้านขายรองเท้า แม่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ เขาเรียนจบปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์จาก University of California และ เรียนจบ MBA จากที่เดียวกัน ในปี ค.ศ.1976 เขาเริ่มทำงานครั้งแรกเป็นเทรดเดอร์ค้าพันธบัตรที่ First Boston ไม่นานก็ได้เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่ออายุเพียง 31 ปี เป็นผู้จัดการหนุ่มที่สุด ตั้งแต่มีมา เก่งจัง….

ปี ค.ศ.1988 Fink แยกตัวออกมาจาก First Boston ไปรวมตัว กับพวกเทรดเดอร์ด้วยกัน ก่อตั้ง BlackRock ขึ้นมา โดยได้เงินสนับสนุนจาก Blackstone Group (ก็อยู่ในคอกเดียวกัน กลุ่มหินด้วยกัน) เพียงแค่ 5 ปี BlackRock ก็มีทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านเหรียญ ให้บริหาร

……เฮ้อ…. บทมันซ้ำๆ กันจัง เป็นคนเก่ง มียายให้เงิน หรือเก็บเงินดือนได้แยะ หรือเจอผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ให้เงินไปลงทุน แป็บเดียว รวยแม่มเป็นพันล้าน …. ท่านหินร่วงคร้าบ…. หาคนเขียนบทใหม่ได้แล้วคร้าบ ….ผมมันต้องเป็นคนเล่านิทาน อ่านบทซ้ำๆ เขียนซ้ำๆ เบื่อฉิบหายเลย..คนอ่านนิทานผมก็คงเบื่อ และไม่เชื่อถือ ท่านจะแต่งเรื่องให้ชาวบ้านเขาเชื่อทั้งที เอาให้มันหยดไหลเยิ้มกว่านี่ได้ไหมคร้าบ….ไม่ได้เสี้ยวของเรื่องเพชรพระอุมา เลยนะ….(คนอ่านนิทาน ไม่รู้เกิดทันกันไหม!?)

แต่พอถึงปี ค.ศ.1994 Fink ก็แตกคอกับ Stephen Schwarzman ของ Blackstone ที่ลงทุนด้วย (คงยังจำเขาได้นะครับ Stephen Schwarzman หรือคุณดำของ Blackstone เขาเป็น CFR คนสำคัญ และเป็นเด็กของท่านหินร่วง จำไม่ได้ ช่วยกลับไปอ่านนิทาน เรื่องป้ายลวง) คุณดำเลยขาย หุ้นส่วนใน BlackRock จำนวน 32% ไปให้ PNC Financial Services ที่อยู่ในเครือของ Pittsburg Bank

(PNC นี่ หลังวิกฤติข้าวต้มมัด เข้าไปซื้อ Dwelling House Savings&Loan ที่เป็นเจ้าของบ้านของพวกรายได้ต่ำ ที่มีแต่พวกคนดำและลาติน อยู่แถว Pittsburgและบริเวณแถบนั้น เอามาอยู่ในมือตัวเองหมด …. อ้อ เป็นพวกสะสมบ้าน)

ปี ค.ศ.1999 BlackRock ออกหุ้น ขายให้คนทั่วไป กลายเป็นบริษัทมหาชน และไล่ซื้อทรัพย์สินต่างๆในช่วงปี 2000 กว่า อีกมากมายหลายรายการ คงได้เงินจาก IPO แยะ แต่รายการที่ทำให้ BlackRock ได้กำไรมากที่สุด และกลายเป็นบริษัทบริหารทรัพย์สินที่ “ใหญ่ที่สุดในโลก” คือการไปซื้อ Barclays Global Investors ของอังกฤษ ในปี ค.ศ.2009 ทันทีหลังจากที่เกิดวิกฤติข้าวต้มมัด ที่ลามไปเกือบทั่วโลก และทำให้ได้ระบบ ishares ของ Barclays ที่สามารถติดตาม แลกเปลี่ยนการซื้อขายหุ้นและพันธบัตร ระหว่างเครือข่ายเดียวกัน ได้รวดเร็วแบบ realtime ซึ่ง BlackRock อ้างว่า เร็วกว่า รายงานการเคลื่อนไหวของตลาดเองด้วยซ้ำ

แต่ก่อนที่จะเข้าไปซื้อ Barclays Global จนกำไรไม่รู้เรื่องนั้น BlackRock ได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และ ได้ทำสัญญารับจ้างรัฐบาลอเมริกา เป็นผู้ดูแลจัดการ เกี่ยวกับการอุ้ม ซึ่งรวมถึงการตีราคา ในการซื้อทรัพย์สิน ของ Bear Stearns, AIG, Citigroup, Fannie May และ Freddie Mac ด้วย

แปลว่าในที่สุด ท่านใบตองแห้ง ก็เลือกเอา BlackRock ที่มี Larry Fink (สมาชิก CFR) เป็นหัวเรือใหญ่ มาเป็นผู้ช่วยรัฐบาลจัดการ เรื่องวิกฤติข้าวต้มมัด ตามคำแนะนำของ ท่านทิม สมาชิกผู้มีเกียรติ ของ CFR …ด้วยความเต็มใจ

พระเอก BlackRock ช่วยให้คำปรึกษา และจัดการหา “ผู้ซื้อ” ข้าวต้มมัดเน่า ในราคาที่ตัวเองแนะนำให้ฝ่ายรัฐขาย แน่นอน คงเป็นราคาโคตรต่ำ …. ซึ่งในที่สุด ทำให้ข้าวต้มมัดเน่า ก็กลับไปรวมอยู่ที่คนกลุ่มเดียวกัน กับที่เกี่ยวข้องกับการออกข้าวต้มมัด….. พวกเขาเอาสัญญาจำนอง มามัดรวมกันได้ …..พวกเขาก็แก้มัดออกได้

ผู้กู้หนีหนี้หมด ธนาคารขายหนี้ทิ้งหมด แต่บ้านตามรายงานของรัฐ ที่นับจากคำขอกู้เพื่อซื้อบ้าน มีทั้งหมดประมาณ 350 ล้านหลัง ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ประชากรของอเมริกาทั้งหมดมีประมาณ 250 ล้านคน …แต่มีบ้าน 350 ล้านหลัง ในอเมริกา ที่ดูเหมือนจะมีคนกลุ่มเดียวเป็นเจ้าของ น่าสนใจไหมครับ

คนกลุ่มนั้น ตั้งหม้อต้มขึ้นมาอีกใบ แล้วเข้าไปซื้อข้าวต้มมัดเน่า มาแกะเอาสัญญาจำนองออก เพื่อเอาไปไล่ยึดบ้านและที่ดิน มาเป็นสมบัติของตัว ในราคาถูก อีกต่อ

มันเป็นแผนเล่นกล ที่ซับซ้อน และสุดชั่ว …ไม่รู้ท่านใบตองแห้ง จะลงหม้อด้วย หรือช่วยเขายกหม้อขึ้นตั้งบนเตา

นอกจากการเล่นกลข้างต้น ยังมีการใช้เล่ห์ ใช้ข้อมูลวงใน เพื่อจะซื้อข้าวต้มมัดเน่าในราคาโคตรต่ำอีกแยะ เช่น Countrywide Financial Corp ซึ่งให้เงินกู้ซับไพรม์สูงสุด ในช่วงปี ค.ศ.2005 ถึง 2007 เป็นจำนวนถึง 97,000 ล้านเหรียญ ทำท่าจะไปไม่รอดเมื่อข้าวต้มมัดเริ่มบูด Bank Of America ก็ไปซื้อมาเก็บไว้ เสร็จแล้ว Bank of America ก็บอกว่ากูเจ๊ง ขอไปเข้าโปรแกรม TARP ชนิดเอาหุ้นไปขายชั่วคราวกับทางการ แต่เก็บข้าวต้มมัดเน่าเอาไว้ แปลกดีไหมครับ แต่คงไม่แปลก ….ถ้าเรารู้ว่า Bank of America ก็อยู่ในกลุ่ม สะสมข้าวต้มมัดเน่า

Barclays หนึ่งในธนาคารอันดับต้นของอังกฤษ ก็เป็นอีกรายที่สะสมข้าวต้มมัดเน่าจำนวนหลายกระจาด และ Barclays ก็ขายข้าวต้มมัดเน่าทั้งหมดให้กับ BlackRock ผู้ดูแลทรัพย์สินเน่าของของรัฐบาลอเมริกัน ในสมัยท่านใบตองแห้ง

เมื่อสื่อถามท่านทิม ว่า ทำไมรัฐบาล หรือกระทรวงคลัง มอบให้ BlackRock เป็นดูแลทรัพย์สินเน่าที่รัฐต้องรับมา ตามข้อตกลงของ TARP โดยไม่มีการประกาศคัดเลือกรายอื่นเลย… ท่านทิม ทำหน้าเฉย ตอบว่า เราทำไม่ทัน เพราะสถานการณ์ตอนนั้นมันรุนแรง ถ้าเราตัดสินใจช้า มันจะเสียหายกับประเทศมากกว่า…

เรื่องของ BlackRock และ Fink คงไม่จบแค่เรื่องจัดการกับข้าวต้มมัด หรือจบตามท่านใบตองแห้ง ที่จะหมดวาระการเป็นประธานาธิบดี ในสิ้นปีนี้หรอก BlackRock มีแผนการยาวไกลกว่านั้น….

ในปี ค.ศ.2013 BlackRock จ้าง Cheryl Mills มาอยู่ในคณะกรรมการของ BlackRock

Cheryl Mills เป็นใคร ….หล่อนเป็นที่ปรึกษาใหญ่ และเป็นอดีตหัวหน้าคณะทำงาน chief of staff ของคุณนายหน้าโหด Hillary Clinton เมื่อตอนที่คุณนายเป็นรัฐมนตรี ต่างประเทศ สมัยท่านใบตองแห้ง 1

มิลส์ Mills นับเป็น “คนวงใน” ของคุณนายและครอบครัว และเป็น 1 ในที่ปรึกษา ในการวางแผนอนาคตของคุณนายด้วย เพราะ มิลส์ ทำหน้าที่เป็นทนายใหญ่ ให้คุณผู้ชายคลินตัน สมัยมีเหตุการณ์เรื่องเด็กฝึกงานอมนกเขาของเขา และเป็นประเด็นทางกฏหมายว่า ถือเป็นการมีเพศสัมสัมพันธ์หรือไม่ ไม่รู้ เป็นฝีมือคุณมิลส์ แก้ข้อกล่าวหานี้หรือเปล่า ในที่สุดในการสอบสวน เพื่อจะพิจารณาปลดนายคลินตันออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ตามข้อกล่าวหาว่ามีความประพฤติไม่เหมาะสมนั้น คำตัดสินบอกว่า การอมนกเขาประธานาธิบดี ไม่ถือเป็นการมีเพศสัมพันธ์ …

ผมไม่ได้เขียนเรื่องหยาบโลนนะครับ ผมเขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของประธานาธิบดีคนหนึ่ง กับการเมืองของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง กับข้อกล่าวหา และข้อแก้ต่าง อย่างเป็นทางการในประเทศเขา ประเทศที่มีความเป็นห่วงมาก เรื่องการไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เรื่องแรงงานเถื่อน เรื่องไร้มนุษยธรรม ฯลฯ ในบ้านเมืองอื่น

สื่อ The Economist อ้างว่า คลินตัน และ มิลส์ มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก … ไม่มีอะไรเป็นความลับ…. มิลส์ รู้ทุกอย่างของคลินตัน (หญิง)…

เมื่อคุณนายคลินตัน เริ่มหาเสียง เพื่อเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี คุณนายพูดถึงการวางกฏระเบียบใหม่ เกี่ยวกับธนาคาร แต่ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์อย่าง BlackRock เลย แต่จริงๆแล้ว เขาว่า สิ่งที่คุณนายพูดหาเสียงเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การธนาคาร นาย Fink เป็นคนเขียนบทให้คุณนายทั้งสิ้น และเมื่อคุณนาย มีคะแนนเสียงดีขึ้น จนมีข่าวว่า หล่อนจะเป็นตัวจริง ไม่ใช่ นายทรัมพ์ ที่ถูกซีเอนเอน พยายามป้ายสีว่า เป็นตัวตลกขั้นรายการ ก็มีข่าวปล่อยว่า ชื่อ Larry Fink ถูกคาดคะเนว่า เขาคงจะเป็นท่านคลัง ถ้าคุณนายได้เป็นท่านประธานาธิบดี หัวหน้าอินทรีตัวเมีย ตัวแรกของอเมริกา

และถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เรื่อง ที่น่าแปลกใจอะไร เพราะทั้งนายคลินตันเอง และนาย Fink ก็เป็นสมาชิก CFR ทั้งคู่…..ตกลงเรื่องวิกฤติซับไพรม์ นี่ มันน้ำเน่า อย่างน่าทุเรศจริงๆ…

(เรื่องของ BlackRock ผมรวบรวมมาจากบทความหลายแห่ง มีทั้ง จาก The Economist, Vanity Fair, People Project, New York Timesฯลฯ วันนีให้รายละเอียดไม่ไหวครับเพราะเครื่องรวนมาก …จี้ไปใกล้หัวใจทศกัณฐ์ ….ก็คงต้องโดนลองของกันบ้าง เป็นธรรมดา ..งวดหน้า จี้ถึงกลางใจกันเลยดีไหม?)

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
29 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
นิทาน 096-28

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *