ป้ายปลอม ตอนที่ 26

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 26

เดือนกันยายน ค.ศ.2007 ขณะที่ชาวสวนสัตว์วอลสตรีท กำลังปวดหัวอยู่กับข้าวต้มมัดที่เริ่มเน่า ฝ่ายผู้บริหารของ Citigroup ก็นั่งประชุมกัน เพื่อประเมินสภาพของตัวเอง

Charles O Prince หัวหน้าใหญ่ของ Citigroup เพิ่งรู้ในวันนั้นว่า ธนาคารของตัวมีข้าวต้มมัดอยู่ถึง 43,000 ล้านเหรียญ ….ทำไปได้ไงวะ …เขาถาม มาเฮรัส Thomas G Maheras ที่ดูแลด้านค้าตราสาร

มาเฮรัส บอก เจ้านายไม่ต้องตื่นเต้นไป เรายังโอเค ไม่มีอะไรเสียหาย ข้าวต้มมัดเราคุณภาพดี ยังไม่บูดง่ายๆหรอกน่า

เจ้ามาเฮรัส นี่ ต้องชอบข้าวต้มมัดมาก เพราะฟาดโบนัสจากกำไรข้าวต้มมัดไปจนกระเป๋าตุงตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของการออกตราสารข้าวข้าวต้มมัด

หน่วยงานที่ควรต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ที่ปรกติต้องทำมาดเข้ม เอาจริง มองทุกคนว่าเป็นผู้ต้องสงสัยไว้ก่อน เขาจึงเหมือนเป็นพวกมือปราบปืนโหด แต่มือปราบ ที่ Citigroup คงใช้ปืนฉีดน้ำ ….มันเป็นเรื่องปรกติ เพราะที่ Citigroup เขาเอาเรื่องรายได้นำหน้า ….ยิ่งเมื่อเจ้ามาเฮรัส บอกว่า ข้าวต้มมัดทำรายได้ให้ธนาคารแยะนะ และก็เป็นโบนัสของพวกคุณไง…หน้าไหนที่จะมาทำเสียงแข็งซักฟอกเจ้ามาเฮรัส ก็เลยเสียงอ่อน ถอยกลับ

ส่วน Prince นั้น เดิม เป็นทนายประจำตัวของ Sandy Weill เมื่อมาควบรวมกับ Citibank Weill ก็หนีบเอาPrince มาด้วย และส่งเสริมให้ Prince ได้ขึ้นมาคุมด้านอินเวสเมนท์แบงค์ในปี ค.ศ.2002 ซึ่งผู้คนพากันนินทาว่า ไอ้หมอนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย… เขาแยกไม่ออกด้วยซ้ำ ระหว่าง CDO กับรายการซื้อของใช้ประจำบ้าน อาจจะนึกว่าเป็นผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ก็ได้นะ….

ในช่วงปี ค.ศ.2003 – 2005 Citigroup บอกว่า มันเป็นจังหวะดี สำหรับการออกตราสารข้าวต้มมัดนะ ข้าวต้มมัดของ Citi จึงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จาก 6,000 พันล้านเหรียญ เป็น 20,000 ล้านเหรียญ Citi กลายเป็นคนขายข้าวต้มมัดรายใหญ่ที่สุดในวงการ … แม่เจ้าโวย รายได้จากค่า fee ในการขายข้าวต้มมัดอย่างเดียว ก็มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว ทำเอา Citigroup บอก แบงค์เบิ้ง ไม่ต้องสนใจมันมาก มานึ่งข้าวต้มมัดขายกันดีกว่าว่ะ

จริงๆ Citigroup เป็นอาณาจักรที่ใหญ่มาก มีธุรกิจหลากหลายที่ต้องมีการดูแล จากผู้ที่มีความชำนาญต่างๆ แค่ระบบไอที ที่ Citi ใช้อยู่ ก็หลายสิบระบบแล้ว การทำบัญชีอีกล่ะ แค่นี้คนดูแลก็มึนหัวจะตายหงแล้ว แล้วจะมาเร่งให้ออกตราสารข้าวต้มมัด ที่มีคนเข้าใจจริงๆ น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย น่ะ มันจะเป็นยังไง

ปี ค.ศ.2005 ทางการ สั่งให้ Citi ชลอการซื้อธุรกิจใหม่เพิ่มเข้ามา จนกว่าจะจัดการเก็บกวาดภายในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะ Citi มีคดีผิดกฏของทางการคาอยู่แยะ ขณะเดียวกัน Weill ก็ต้องการให้ Citi ขยายธุรกิจให้มากที่สุด ยี่ห้อ Citi ต้องคลุมโลก…. สงสัยผมจะสะกดผิด เข้าใจว่า พวกเขาไม่ใช้ ล ลิงนะ

Prince และคณะกรรมการ ก็เลยเลือกขยายธุรกิจการค้าตราสาร ซึ่งทำให้ Citi ขยายตัว (จากข้างใน) ได้ตามที่ Weill ต้องการ และไม่ขัดกับคำสั่งของทางการ …ไม่ได้ซื้อธุรกิจใหม่นี่……แต่มันเป็นธุรกิจที่ Prince ไม่รู้เรื่อง ซักไม่สะอาดจริงๆ … เขาเลยต้องคอยถาม คอยปรึกษาใครอยู่เรื่อย

“ใคร” ที่ Prince ต้องไปถามอยู่เรื่อยก็คือ คุณชายรูบิน Robert Rubin (ชื่อนี่มาอีกแล้ว) ก็ทุกคนมองว่า คุณชายเป็นคนที่เชี่ยวมากในวงการตลาดทุน ไม่ถามคุณชายแล้วจะไปถามลิงที่ไหน ….

คาถาของคุณชาย คือ…อยากได้เงินมาก ก็ต้องเสี่ยงมาก … อย่างนี้ลุงนิทานก็พูดได้นะ…

Robert Rubin เปลี่ยนที่นั่งจากสวนสัตว์วอลสตรีท ไปวอชิงตันแบบสบายๆ จากนักค้าหุ้นระดับเซียนของโกลด์แมน ไปร่วมรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีคลัง ของรัฐบาลคลินตัน ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร …ก็พวกเขาเป็นCFR ด้วยกัน

พอหมดเทอมจากเป็นท่านคลัง Weill ก็ชวนคุณชายรูบิน มาร่วมงานกับ Citigroup วนเวียนอยู่ในก๊วน ให้เป็นประธานของคณะผู้บริหาร ซึ่งคุณชายย้ำหนักหนา ว่า เขามีหน้าที่แค่ให้คำแนะนำกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร กับคณะกรรมการเท่านั้น … ผมไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยวกับงานประจำวัน …(อย่าให้ผมต้องพูดกับระดับเสมียน หรือเจ้าที่เล็กๆ)

คุณชายไม่ยุ่งกับงานประจำวันก็จริง แต่คุณชายเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ของธนาคาร

เมื่อ Citi ตัดสินใจจะขยายตัว ในปี คศ 2005 จากหน่วยงายภายใน คุณชายรูบิน ถามว่า….. พวกคุณจะทำอะไร …. Citi น่ะ ไล่ตามคู่แข่งอย่าง Morgan Stanley กับ โกลด์แมนในเรื่องการค้าตราสารไม่ทันอยู่แล้วนะ .. คุณต้องเพิ่มปริมาณการค้าตราสาร ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดสิ . ..คุณชายหมายถึง ตราสารข้าวต้มมัดน่ะ เขาบอกกับ Prince ….. คุณต้องกล้าเสี่ยงหน่อยสิ

เมื่อได้ยุทธศาสตร์อย่างนี้จากคุณชาย Prince ก็ทำแผนเสนอคณะกรรมการ โดยมีคุณชายช่วยพูดสนับสนัน ทุกคนเห็นพ้อง … เอ้า…เฮ้ย…พวกเราลุย …..เตรียมหม้อนึ่ง ทำข้าวต้มมัดเพิ่มกัน ถึงกับไปซื้อตัว นักค้าข้าวต้มมัด จากค่ายอื่นมาเสริม แล้วโบนัสสำหรับนักค้าข้าวต้มมัด ก็เพิ่มเป็น 1 เท่า 2 เท่าตัวกัน…. คุณชายเยี่ยมจริงโว้ย…..เจ้ามาเฮรัส ได้เฮกว่าเพื่อน ฟาดโบนัสไป 3 เท่าตัว

และ Prince ก็ยังยืนยันกับนักวิเคราะห์ ตอนสิ้นปี 2005 ว่า Citi ยังอยู่ดี

เมื่อเครื่องทำข้าวต้มมัด เพิ่มปริมาณการผลิต ไปไม่รู้กี่เท่าตัว แต่มือปราบปืนฉีดน้ำก็ไม่มีข้อท้วงติง เพราะคงกำลังวุ่นอยู่กับการคำนวณโบนัส ที่คิดว่าจะได้

เมื่อราคาบ้านเริ่มตก ข้าวต้มมัดเริ่มไม่เป็นที่นิยม มือปราบปืนฉีดน้ำ ยังวิเคราะห์ว่า โอกาสที่ข้าวต้มมัด CDO ที่ทำจากสัญญาจำนองบ้าน จะมีการผิดนัดน้อยมากๆ และเจ้ามาเฮรัส ยังยืนยันกับทุกคนเหมือนเดิมว่า เรา ไม่มีทางเจ๊ง แม้แต่สตางค์แดงเดียว… เชื่อผม

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ.2007 Prince เรียกประชุมผู้บริหาร ในห้องเล็ก เพื่อประเมินผลงานของ Citi

มาเฮรัส ยืนยันกับทุกคนในห้องประชุม ที่มีคุณชายรูบินและฝ่ายมือปราบอยู่ด้วยว่า สถานะของข้าวต้มมัด CDO ของเรายังปลอดภัย … คุณชายไม่มีข้อสงสัย…. ฝ่ายมือปราบ ที่น่าจะมีข้อสงสัย ก็ไม่มีข้อสงสัย ….และ Prince ก็ไม่มีข้อสงสัย เพราะไม่แน่ใจว่า ตัวเองควรสงสัย ในเมื่อคุณชาย กับฝ่ายมือปราบ ยังไม่สงสัยเลยนี่หว่า…

วันที่ 1 ตุลาคม สัญญาณภัยส่งเสียงดังเตือนนักลงทุน เมื่อ Citi ประกาศการลงบัญชีตัดขาดทุน( write-off) เงินกู้ด้านจำนองบ้าน ที่เป็นซับไพรม์ จำนวน 1,300 ล้านเหรียญ แต่สำหรับรายการข้าวต้มมัด 43,000 ล้านเหรียญ ที่แสดงอยู่ในรายการบัญชี Citi ตัดขาดทุนเพียง 95 ล้านเหรียญ….

มือปราบของ Citi เอาหัวไปมุดอยู่ที่ไหน ผู้คนเริ่มถามหา…

แต่หาตัวไม่เจอ …ถึงเจอก็คงทำอะไรไม่ได้… เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น ราคาตราสารข้าวต้มมัด CDO ก็พุ่งหลาวลง พวกเครดิตเรตติ้ง ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือข้าวต้มมัดกองพะเนินของ Citi เป็นของบูดกินไม่ได้ไปแล้ว

อีกอาทิตย์ต่อมา Merrill Lynch ก็รับสภาพ ประกาศตัดขาดทุน ข้าวต้มมัด CDO ของตัว ที่มาจากสัญญาจำนองบ้านทั้งหมด ตามราคาตลาด (mark down) และทำให้เจ้าของข้าวต้มมัดรายอื่นๆ เริ่มทำตาม

ต้นเดือนพฤศจิกายน Citigroup ประเมินว่าตนเอง คงต้องตัดขาดทุนข้าวต้มมัดของตัว ประมาณ 8,000 ถึง 11,000 ล้านเหรียญ !!!

เจ้ามาเฮรัส รวมทั้งหัวหน้าทีมมือปราบ ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ถูกให้ออกจากงานพร้อมเก็บปืนฉีดน้ำกลับบ้านไปด้วย ตามมาด้วย Prince ก็ถูกให้ออกโดยไม่มีค่าชดเชย…. แต่ไม่เป็นไร เขายังมีหุ้นของ Citigroup อยู่ที่ราคาตอนเดินออก ประมาณ 68 ล้านเหรียญ พอเป็นการปลอบใจ Prince สมาชิก CFR ที่เสียสละ….

คุณชายรูบินยังอยู่ดี มดไม่ไต่ไรไม่ตอม แถม Vikram S Pandit ที่ขึ้นมารับตำแหน่งแทน Prince ก็เป็นเด็กในคาถาของคุณชาย คุณชายเป็นคนรับเข้ามาทำงาน Pandit ได้รับมอบหมาย ให้จัดการปัดฝุ่น ฝ่ายมือปราบ เปลี่ยนปืนฉีดน้ำรุ่นใหม่

Citi ยังมีข้าวต้มมัดบูดค้างอยู่ในรายการบัญชีประมาณ 20,000 ล้านเหรียญ ถ้าตัดขาดทุนตามราคาตลาด ข้าวต้มมัดจะเหลือราคาประมาณ 20 -40%

Citi ยังมีรายการซื้อหนี้อีกมากค้างอยู่ในบัญชี เป็นหนี้จากการผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต เพื่อเตรียมเอามาทำ ตราสาร ข้าวต้มมัด หนี้พวกนี้คงค้างบัญชีอยู่อีกนานตามสภาพเศรษฐกิจของอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีสินทรัพย์ (หนี้) น่าสงสัยอีกแยะ ที่ Citi ย้ายออกมาจากบัญชี และได้ถูกนำกลับเข้าไปลงบัญชีอีก และกำลังสร้างปัญหาใหม่ให้กับ Citi… มันทำได้ยังไงนะ

นักวิเคราะห์ยังบอกว่า ยังมีรายการน่าสงสัยอีกแยะเกี่ยวเรื่องจำนวนหนี้ของ Citi เพราะ มันมาจากนโยบาย เอารายได้นำหน้าของ Citi ที่ไม่สนใจเรื่องกฏระเบียบของทางการ รวมทั้งในด้านการลงบัญชี และความยากลำบากในการตีราคา หนี้และตราสารเกี่ยวกับข้าวต้มมัด ที่ Citi มีอยู่แยะมาก…

(นิทานตอนนี้ ผมสรุปความมาจาก บทความของ New York Times เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 ชื่อ Citigroup Saw No Red Flags Even as It Made Bolder Bets)

บทของ Citi ธนาคารใหญ่ที่สุดของอเมริกา แต่ดันคุมความเสี่ยง ด้วยปืนฉีดน้ำ จนเจ๊งฉิบหาย นี่… ผมว่า คนเขียนบท หรือ คนวางแผน มันเข้าใจจิตวิทยา ของความโลภได้เข้าไส้จริงๆ

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
27 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
นิทาน 096-26

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *