ป้ายปลอม ตอนที่ 24

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 24

หลังจากที่ คิงเฮนรี่ ใจแข็งเป็นหิน ไม่อุ้มเลห์แมน โยนทิ้งจนแหลกแล้ว แต่พอ AIG ซึ่งไม่ใช่เป็นสถาบันการเงิน แต่อ้างว่าตูดขาด เพราะดันรับประกันราคาข้าวต้มมัด CDO ไม่ว่าแบบของจริง ของเทียม มั่วไปหมด คิงเฮนรี่ ดันใจอ่อน บอกเราต้องรีบอุ้ม AIG ด่วนจี้ ไม่งั้นสงสัยคงคอขาดกันหมด คาวบอยบุช ในฐานะประธานาธิบดี ก็รีบรับลูก แสดงว่าคอคาวบอยก็ใช่ว่าจะเหนียวนัก (กลัวหินบาดคอ) …เลยรีบออกประกาศในวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.2008 เป็นแผนอุ้มฉุกเฉิน โดยจะออก Emergency Economic Stabilization Act 2008

ตอนแรกรัฐสภาอเมริกัน ไม่เอาด้วย เพราะคงยังไม่เคยลิ้มรสข้าวต้มมัด ว่าบาดคอขนาดไหน โยนแผนคาวบอยทิ้ง แต่ในที่สุด วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2008 รัฐสภาก็ใจอ่อน แต่หน้าออกเขียว ไม่รู้เพราะแรงใครบีบไข่ อนุมัติร่างกฏหมายอุ้มฉุกเฉิน ที่คาวบอยบุชเสนอกฏหมายนี้ ให้อำนาจคิงเฮนรี่ ใช้เงินจำนวน 700,000 ล้านเหรียญ ตามโปรแกรม ที่เรียกว่า Troubled Assets Relief Program (TARP 1) เพื่อเอาไปอุ้มสถาบันการเงินอื่นๆ ที่อ้างว่าเซแซด จากฤทธิ์ข้าวต้มมัด บวกกับการเล่นถล่มราคาบ้าน ของบรรดานักลงทุนหัวแหลมเปี้ยบ

ตอนแรก คิงเฮนรี่กับท่านทิม ฉลาดมาก อ้างกับรัฐสภาว่า จะเอาเงินตาม TARP 1 นี้ ไปซื้อข้าวต้มมัด ในราคาถูก จากพวกสถาบันการเงินที่มีข้าวต้มมัดขาดทุนอยู่เต็มกางเกง ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อนกับปัญหาเรื่องการบังคับจำนองบ้าน …ให้รัฐซื้อมาสิ แล้วรัฐค่อยๆแก้ปัญหานี้เองดีกว่า…. ฟังดูดี๊ดี ……รัฐบาลท่านเห็นใจชาวบ้านขนาดนี้ แล้วพวกรัฐสภา จะไม่เห็นใจชาวบ้านก็บอกมา จะได้ไปฟ้องชาวบ้าน ว่าผู้แทนคนไหนเมินไม่ช่วยพวกเขา

คิงเฮนรี่กับท่านทิม รู้ดีอยู่แก่ใจว่า รัฐจะซื้อข้าวต้มมัด ในราคาเต็มไม่ได้ ต้องซื้อราคาตามตลาด คือราคากระจาดขาดน่ะ ส่วนสถาบันการเงินพวกนั้น ถ้าขายทรัพย์สิน (ข้าวต้มมัด) ในราคากระจาดขาด ขาดทุนบานเบอะ อย่างนั้น สถาบันการเงิน ก็ต้องลงบัญชีขาดทุนตัวแดงเถือกกันเกือบทั้งสวนสัตว์ และถ้าขาดทุนขนาดนั้น มันก็ไม่แคล้วต้องล้ม หรือโดนปิดกิจการ เว้นแต่จะเพิ่มทุน ตามสัดส่วนที่กฏหมายเขากำหนด

…..ตายหง… เป็นถึงท่านคลัง กับท่านเฟด ลืมคิดเรื่องนี่ได้ไงนะ….. พวกสถาบันการเงินด่าเช็ด…. มึงจะช่วยกู หรือ มึงจะเชือดกูกันแน่ ….

คิงเฮนรี่ เหงื่อหัวล้านไหลย้อย ส่วนท่านทิม ที่ว่าทำหน้าขรึมเก่ง ก็เปลี่ยนจากหน้าขรึมเป็นหน้าคล้ำออกเขียว ด้วยความเครียด….เพราะ สถาบันการเงิน ไม่ยอมขายข้าวต้มมัด และ ไม่ยอมขยับตัวให้กู้ ต่างเก็บเงินเข้าพกแอบเงียบ แถมยังไม่ยอมขยับทำธุรกิจกับชาวบ้านอีก พวกเราอารยะขัดขืนนะ … แหม รับบทกันเป็นทอดๆเชียว

อย่างนี้ คิงเฮนรี่ก็ต้องรีบปรับแผน เปลี่ยนมาเป็น TARP 2 แบบกลับหลังหัน เอาหัวล้านเดินต่างตีนแทน ด้วยการประกาศรับซื้อหุ้นของของสถาบันการเงิน แทนการซื้อข้าวต้มมัดตัวแดง เรียกว่า Capital Purchase Program (CPP) ฮัดช้า…ยิ่งกว่ายี่เกอีก รำกันเฉิบๆอย่างนี้ โลกยังจับไม่ได้เลยว่า เขาตั้งหม้อต้มเปื่อยกัน

ขณะนั้น มันเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งประธานาธิบดี ในเดือนพฤศจิกายน คาวบอยกำลังจะไป ส่วนท่านใบตอง กำลังสั่งตัดชุดสาบานตน จริงๆแล้ว มันไม่น่าจะมีการของบใหม่อะไรได้เลย แต่คิงเฮนรี่ขู่แฟดใส่รัฐสภา ว่าอยากจะเห็นความฉิบหายจากฝีมือตัวเองก็ตามใจนะ แล้ววันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.2008 งบอีก 250,000 ล้านเหรียญ ก็มีการอนุมัติ ให้นำออกมากอง เตรียมไว้ซื้อหุ้นของสถาบันการเงิน….

… เอ้า เอาหุ้นของเอ็งมา มีเงินเมื่อไหร่ค่อยมาซื้อกลับไป รัฐไม่เอาไปทำข้าวต้มมัดขายต่อ หรือเอาไปจำนำต่อหรอกเว้ย เหนื่อย( เล่นยี่เก) จะตายห่าอยู่แล้ว ส่วนไอ้ข้าวต้มมัดเก่าๆของพวกเอ็ง เอ็งอยากจะเก็บไว้ดูต่างหน้ากัน ก็ตามสบาย….

ปรากฏว่า โปรแกรมนี้ เป็นที่ถูกใจยักษ์ใหญ่วอลสตรีทมาก เออ อยู่ดีๆมีคนเอาเงินมาให้ กูก็แค่เอาหุ้นไปฝากรัฐแป๊บเดียว แต่ได้เงิน มาหมุนอีกแยะ ข้าวต้มมัดก็ยังไม่ต้องขาย ตัวแดงก็ไม่ต้องเพิ่ม …มีข่าวดีอย่างนี้ ปั่นอีกนิดหน่อย หุ้นเราก็ขึ้นแล้วว่ะ…ไอ้ที่ว่าขาดทุน เดี๋ยวก็ได้คืน แมงเม่าก็รับเคราะห์ไป….ใครวะ มันแสนรู้ ช่างคิดดีจัง ….

อย่างนี้พวกสวนสัตว์ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร…. คนหน้ามืด ก็คือรัฐบาลที่จะมาใหม่ ท่านใบตองของผม เดินเข้าไปในกับดักเต็มตีน อย่างไม่รู้ตัว หรือรู้ แต่เป็นพวกชอบลองของ หรือตกลงกันไว้ก่อนแล้วก็ไม่แน่ ท่านลูกครึ่งอยากออกฉากแสดงว่ามีฤทธิ์เดชเอง ก็ช่วยไม่ได้

ส่วนชาวบ้านตาดำๆที่เสียภาษีน่ะซิ ตกลงรัฐยังไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องบ้านพวกเขา ที่ถูกยึดเลยนะ แถมยังเอาเงินภาษีของพวกเขาไปอุ้มยักษ์อีกด้วย …เฮ้ย… นั่นมันธรรมดาโลกนะ น้ำหลากมาแรง เขาก็ต้องช่วยสัตว์ใหญ่ก่อน ส่วนมด ก็ลอยคอตายเป็นแพซิวะ ก็อยากเสือกเกิดเป็นมดนี่หว่า

เมื่อโปรแกรมนี้เป็นที่ถูกใจชาวสวนสัตว์ ระหว่างช่วงโหว่ ไม่มีรัฐบาลดูแลจริงจัง คาวบอยก็มัวเก็บของลงกล่อง ใครจะมาวินก็ยังไม่รู้ วันที่ 12 พฤศจิกายน คิงเฮนรี่ก็เลยถือโอกาสประกาศส่งท้าย ยกเลิกการใช้เงินตาม โปรแกรม TARP 1 แต่เอาเงินของ TARP 1 มารวมกับ TARP 2 เปิดฟรีบาร์ ใครอยากเอาหุ้นมาตึ๊งกับรัฐ แล้วรับเงินสดไปหมุนเล่น รีบมาด่วนเลย ก่อนกูก็จะไปเหมือนกัน

ปรากฏว่า สถาบันการเงินที่เข้ามาทึ้ง TARP 2 มียักษ์ใหญ่ถลาเข้ามากันเพียบ ไล่ชื่อยักษ์ เรียงตามขนาดของสินทรัพย์ มี Citigroup, Bank of America, JP Morgan Chase, Wells Fargo, Goldman Sachs , Morgan Stanley, PNC Financial, US Bancorp, GMAC, Capital One, Regions Financial, American Express, Bank of New Melon, State Street Bank และ Discover Financial
และสถาบันระดับกลางและเล็ก อีกร่วมร้อย รายการ

ดูจากรายชื่อยักษ์ใหญ่ ที่เข้ามาเขมือบเงินของพวกมดแล้ว ชื่อแรก Citigroup สดุดตาเหลือทน

Citigroup Inc หรือ Citi เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 357,000 คน มีสาขาทั่วโลกใน 140 ประเทศ และ 16,000 สำนักงาน และเป็นเจ้าพ่อขาใหญ่ที่สุด ในด้านการค้าพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน แต่ในปี ค.ศ.2007 Citi บอกว่า ขาดทุนยับจากรายการข้าวต้มมัด และต้องรับความช่วยเหลือจาก โครงการอุ้มยักษ์ Tarp 2, 3 และอีกหลายโครงการ มากที่สุดกว่าทุกสถาบัน … มาบทแบบนี้ เล่นเอาลุงมึน เล่านิทานเกือบไม่ออก… สุดยอดจริงๆ

Citi บอกว่ามีไข้ทางการเงินแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เมื่อราคาบ้านตกต่ำสุด แต่อึดเอาไว้ ตอนนี้ อึดต่อไปอีกไม่ไหวแล้วกู ในวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 จึงเรียกประชุมพนักงานของตัว ที่ศาลากลางของรัฐ (เว่อจัง) และแจ้งว่า จำเป็นจะต้องเลิกจ้างพนักงานถึง 52,000 คน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย … บทนี้สงสัย เด็กๆแถวฮอลลีวู้ด เขียนบทให้ฟรี ฝีมืออ่อนไปนิ้ด…นึง

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน Citigroup ประกาศว่า ขาดทุนจากกองทุนเห็ดฟันในเครือของตน ถึง 53% ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และจำเป็นต้องลงบัญชีขาดทุนถึง 17,000 ล้านเหรียญ

วันพฤหัสที่ 20 เจ้าชาย Walid bin Talal แห่งซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นผู้ถือรายย่อยแต่(มาด)ใหญ่คนหนึ่งของ Citigroup บอกว่า ราคาหุ้นของ Citigroup ตอนนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง และตัวเขาเองก็จะซื้อหุ้น Citigroup เพิ่ม วันรุ่งขึ้น หุ้นของ Citigroup ก็เลยตกเอาใจ ลงไปอีก 20% ปิดที่ราคา 3.77 เหรียญ

มูลค่าตลาดของ Citigroup ภายในอาทิตย์เดียว ลดลงถึง 60% และลดไป 87% นับจากราคาเมื่อต้นปี มูลค่าของ Citigroup จาก 250,000 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2005 เหลือแค่ 20,500 ล้านเหรียญ ในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 … สรุปว่าหุ้นราคาร้อยบาท ตอนนี้เหลือราคาแค่ 10 บาท แม่งเม่าตาสีฟ้าร่วงระนาว

มันเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร….

ย้อนหลังไป 1 วัน ช่วงเช้าของวันพฤหัสที่ 20 พฤศจิกายน คิงเฮนรี่ รมต.คลัง ท่านทิมประธานเฟดนิวยอร์ค ประชุมเครียดทางโทรศัพท์ กับท่าน เบน เบอร์นานเก คุณนาย Sheila Bair ประธาน FDIC และ John Dugan เจ้าหน้าที่ อีกคนของเฟด เพื่อปรึกษากันเรื่อง Citigroup แต่ไม่ยอมให้ข่าวรั่วแม้แต่หยดเดียว

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน คราวนี้เฟดนิวยอร์ค ประชุมทางโทรศัพท์กับตัวแทนของ Citigroup ไม่รู้ 2 ฝ่ายคุยกันว่าอะไรบ้าง หลังจากการประชุม คราวนี้ท่านทิม ให้ข่าวว่า Citigroup มีปัญหาด้านสภาพคล่องอย่างมาก และ ปัญหานี้อาจพาให้ไปสู่วิกฤติในวงกว้างมากกก…..และ Citigroup ก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือ Citigroup เอง …

ถ้อยคำคงไม่ต่างกันมาก กับตอนประกาศก่อนอุ้ม AIG… ไม่ต้องร่างใหม่นะเสมียน เอาของเก่ามาแก้แล้วโรเนียวแจกได้เลย

แต่ข่าววงใน เขาว่า ฝ่ายรัฐ บอกกับยักษ์ใหญ่ Citigroup ว่าจะเอาอย่างไร ก็เขียนมาเลยแล้วกัน ประหยัดเวลา

และตอนเย็นวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 ฝ่ายรัฐก็ประกาศอุ้ม Citigroup อย่างเป็นทางการ ฝ่ายรัฐเรียกเสียน่าเอ็นดูว่า สุดสัปดาห์นั้น คือ Citi Weekend

ทำไมมันช่างต่างกับวันที่ หมีถูกกระทืบ หรือ กอริลลาถูกถีบตกเหวอย่างนั้นหนอ ….ในเมื่อ ก็อยู่สวนสัตว์วอลสตรีทด้วยกัน แถมแดกข้าวต้มมัดจนจุกด้วยกันทั้งนั้น

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
25 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

นิทาน 096-24

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *