ป้ายปลอม ตอนที่ 3

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 3

Securitization หรือการขายลม(ผาย) ของที่กำไม่ได้ มีแต่กลิ่น เป็นวิวัฒนาการทางการเงิน ซึ่งแพร่หลายในอเมริกามานานแล้ว แต่มาโด่งดังเป็นที่รู้จักกล่าวถึงในช่วงประมาณปี ค.ศ.2000 ขบวนการดูเหมือนไม่ซับซ้อน แต่กลับซ่อนเงื่อนตาย(ทั้งเป็น) เอาไว้แยะมาก

สำหรับวิกฤติซับไพรม์ ที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกา และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เซถลาล้มหัวทิ่มกันเป็นแถวนั้น เริ่มต้นจากการกระตุ้นให้มีคนอยากซื้อบ้าน จะเป็นเพราะไม่มีบ้านอยู่ หรือจะซื้อไว้ทำกำไร หรือเอาไว้ทำอะไรก็ได้ ขอให้มีความ “อยาก” ซื้อบ้านเกิดขึ้นก็แล้วกัน เพราะขบวนการนี้ เขากะเวลาสร้างให้เกิด ตอนราคาบ้านเพิ่งเริ่มขึ้นเป็นฟองเล็กน้อย ก่อนที่จะแตกเป็นฟองแฟด

ขั้นตอนต่อมา คนอยากซื้อบ้านก็ไปหาธนาคาร ซึ่งในอเมริกา มีธนาคารที่พร้อมจะให้กู้แบบนี้เกือบทุกหัวมุมถนน ธนาคารบางแห่งที่จะให้กู้ ไม่ได้ดูบ้านที่จะซื้อ หรือเครดิตของคนกู้เลยสักนิด คนกู้ประเภทคุณนิน่า Nina (no income no assets ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน)ก็ยังให้กู้เลย …มันเป็นไปได้หรือลุง… ลุงโม้หรือเปล่า ลุงไม่ได้โม้…. มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และเป็นไปแล้ว ….เพราะมันเป็นขบวนการขายลม (ผาย) ไงครับ

ธนาคารที่ให้กู้ ก็แค่จับมือคุณนิน่า แป๊ะโป้งทำสัญญา ผ่อนเงินกู้กับธนาคารเป็นรายเดือน

การผ่อน มี 2 แบบ

แบบที่ 1 ประเภทดอกล่อ ก่อนเป็นดอกเด้ง คือผ่อนแต่ดอก (ยัง)ไม่ผ่อนต้น คือ ช่วง 2,3 ปีแรก ผ่อนแต่ดอกเท่านั้น และเป็นดอกที่อัตราต่ำมาก เพื่อเป็นการหลอกล่อให้ลูกค้ามากู้เงิน แต่ไอ้อัตราดอกต่ำนี่ จะมีกับดัก เด้งขึ้นเป็นหลายเท่าตัวได้ทันที ถ้ามีการผิดนัดผ่อนชำระ

หลังจากพ้นระยะผ่อนแต่ดอกแล้ว ทีนี้คนกู้ก็จะต้องผ่อนทั้งต้นทั้งดอก สัญญาแบบนี้ก็ผ่อนกันนานหน่อย กว่าต้นจะลด จนมีหลานปู่คนที่ 2 แล้ว อาจจะยังผ่อนบ้านไม่เสร็จ แถมดอกกองสูงกว่าต้น ไม่รู้กี่เท่า

ส่วนแบบที่ 2 ก็คือ ประเภทผ่อนแบบทั่วไป คือ ผ่อนทั้งต้นทั้งดอกพร้อมกัน ตั้งแต่แรก อายุสัญญายาวไม่มาก แค่ลูกคนเล็กแต่งงาน บ้านก็น่าจะผ่อนหมด

ช่วงใกล้วิกฤติ ลูกค้าส่วนใหญ่ เลือกการผ่อนแบบที่ 1 เกือบทั้งนั้น …และไม่ว่าจะเป็นการผ่อนแบบไหน ก็ต้องเอาบ้านที่ซื้อมาจำนองกับธนาคาร ส่วนธนาคารก็เฮงซวย สนับสนุนให้ลูกค้าใช้สัญญาเงินกู้แบบที่ 1 ที่ผ่อนดอกต่ำ อ้างว่าเพื่อไม่ให้ลูกหนี้เหนื่อยเป็นภาระมากเกินไป … ฟังเหมือนหวังดี แต่ถ้าลูกหนี้ผิดนัดเมื่อไหร่ ลูกหนี้อ่วมแทบตาย เพราะสู้ดอกเบี้ยเด้งไม่ไหว

อ่านมาถึงตอนนี้ คนอ่านก็คงเริ่มเบื่อ และแอบบ่นว่า ลุงเอาเรื่องอะไรมาเล่า ไม่เห็นมีอะไรใหม่ แถมมันเอื่อยจัง ทนอ่านต่อนะครับ…แล้วจะเห็นว่าไม่เอื่อยตลอดนะ และยังมีเรื่องน่าสนใจ แม้จะขึ้นต้นเหมือนเล่าเรื่องวิกฤติซับไพรม์ แต่ตอนท้ายรับรองว่ามีเลี้ยวโค้งครับ

ขั้นตอนต่อไป ธนาคารที่ให้กู้แบบนี้ ซึ่งมีเป็นร้อยๆราย ต่างก็มีลูกหนี้เงินกู้จำนองบ้านอย่างนี้กันเป็นหมื่นๆราย ก็เอาสัญญาจำนอง ที่พวกเขาเรียกว่า mortgage backed security (MBS) ไปขายต่อให้กับธนาคารเงินทุน (พวกอินเวสต์เมนท์แบงค์ Investment bank) และพวกกองทุนที่เรียกว่า hedge fund เห็ดฟันมาแล้วครับ ส่วนใหญ่ เป็นเห็ดมีพิษ และมี “เจ้าของ” ทั้งนั้น

(เห็ดฟัน เป็นกองทุนส่วนบุคคลอย่างของไอ้โซรอส เมื่อเป็นของส่วนบุคคล กฏหมายอเมริกาไม่เข้มงวดด้วย เพราะไม่มีประชาชนมาเกี่ยว คนรวยอยากเสี่ยงเรื่องของมึง ไอ้พวกคนรวย ก็เลยสนุก ใช้เงินใหญ่ปล้นเงินเล็ก เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก )

MBS ที่ขายกันนั้น ราคาก็แล้วแต่จะตกลงกัน แต่แน่นอน มันน้อยกว่าราคาต้นเงินกู้

ด้วยการขาย MBS ออกไปแบบนี้ ความเสี่ยงของธนาคารที่ให้กู้ซื้อบ้าน ก็เหมือนน้อยลง เพราะเหมือนได้เงินให้กู้คืนมาส่วนหนึ่งแล้ว เงินที่ได้จากการขาย MBS นี่ ธนาคารที่รับเงิน ก็เอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายใหม่ต่อไป

ฮู้ย …แบบนี้ ธนาคารที่ให้กู้ชอบมั้ย ชอบสิ…. ถึงไม่ต้องดูบ้านที่เอามาจำนอง ไม่ต้องตรวจสอบเครดิตคนกู้ คุณนิน่าถึงมากู้กันเป็นแถว นอกจากนี้ เงินผ่อนของลูกหนี้ ธนาคารที่ให้กู้ก็ยังรับต่อไป แม้จะขายสัญญาจำนองไปแล้ว…. แปลว่า ธนาคารที่ให้กู้ “เลือก” รับเอาเงินสดๆ จากผู้ซื้อ MBS แทนเงินที่จะได้การบังคับจำนอง ถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้

เอะ… แล้วแบบนี้คนซื้อสัญญาจำนอง ที่ส่วนใหญ่เป็นเห็ดฟันกับอินเวสเม้นท์แบงค์ได้อะไรล่ะ ก็ได้แต่ “กระดาษ” สัญญาจำนองนั่นไง แต่เงินค่าผ่อนบ้าน ธนาคารที่ให้กู้เขาก็ยังรับอยู่ ….อะ.. อย่างนี้ก็ซวยสิ ไหนว่า พวกอินเวสเมนเม้นท์แบงค์กับเห็ดฟันเขี้ยวยาว

คนซื้อ ไม่ว่าจะเป็นแบงค์เป็นเห็ดฟัน ไม่ซวยหรอกน่า….

หลังจากกว้านซื้อ MBS มาจนหมดหน้าตักตัวเอง รวมทั้งตักคนอื่น เพราะไปกู้เขาด้วยแล้ว คนซื้อก็เอา MBS มากองรวมกัน หลังจากนั้นก็แบ่งออกเป็นมัด ๆ (bundle หรือ tranche) บางมัดอาจมีสัญญา MBS 1 หมื่นราย บางมัดมี 2 หมื่นราย เป็นต้น โดยผู้สร้างมัด จะตีราคา MBS แต่ละมัดออกมา โดยมีสูตรการคำนวณราคา ซึ่งเขาว่า หลังจากเกิดวิกฤติแล้ว หายนะฉิบหายกันถ้วนหน้าแล้ว ยังมีคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะทางการ ที่มีหน้าที่คุมกฏระเบียบเกี่ยวกับธุรกรรมพวกนี้ ไม่รู้เรื่องเลยว่า ไอ้ MBS แต่ละมัด มันคำนวณราคาค่า ของแต่ละมัดอย่างไร

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้แหละครับ เราจะ ตีราคาลม(ผาย) ได้อย่างไร (วะ) มันต้องจีเนียสมากๆ หรือคุ้นกับกลิ่นมาก ว่า กลิ่นไหน ราคาเท่าไหร่ ฮา

ตัวอย่างเช่น มัดไหนมีสัญญากู้อายุสั้น คนกู้ประวัติดี ความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สูญต่ำ ผลตอบแทนในมัดนั้นก็ถูก เพราะอ้างว่าความเสี่ยงน้อย มัดไหนมีสัญญากู้ประเภทดอกเบี้ยเด้งได้ คนกู้ชื่อนิน่าแยะหน่อย ผลตอบแทนก็จะสูง เป็นการชักจูง เพราะความเสี่ยงสูง อะไรทำนองนั้น

นอกจากจะมีการเอาสัญญาจำนองบ้าน ที่สาระพัดคนกู้ สาระพัดอายุการกู้ สาระพัดอัตราดอก และต้น ฯลฯ มาคละกันเป็น MBS แล้ว มันคงยังมั่วไม่ถึงใจ จึงมีพวกหัวแหลม คิดสินค้าการเงินขึ้นมาอีกตัว เหมือนกันกับ MBS แต่กว้างขวางกว่า เรียกว่า CDO คือ แทนที่จะเป็นมัดหนี้จำนองบ้านอย่างเดียวกัน ก็ไปเอาหนี้อื่น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้การผ่อนรถ ฯลฯ มาร่วมด้วย … มั่วกันให้มันไปเลย

การเอาหนี้ต่างๆ มารวมเป็นข้าวต้มมัด เพื่อเอาไปใช้เป็นหลักประกัน หรือ เป็นไส้ข้าวต้มมัด ในการออกหลักทรัพย์ หรือตราสาร อีกตัวหนึ่ง เพื่อไป (หลอก) ขายชาวบ้านอีกต่อ แบบนี้ กูรู เขาบอกว่า มันคือ collateralized debt obligation หรือ CDO นะลุง จำเอาไว้

เออ … ไอ้ลุงก็งง มันเหมือนกับการเอาลม (ผาย) ไปหลอกขายเขา ….มึงเอาหนี้ของไอ้จิ๋ว ที่ไปกู้ ไอ้จ้อนมาขายให้ลุง แล้วลุงจะรู้ได้ไง ว่าไอ้จิ๋วจะมีปัญญาใช้หนี้ แค่พูดยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ลุงไม่ซื้อหรอก …เป็นลุงแก่ๆ ยังคิดออกเลย … แล้วไอ้พวกมหาอำนาจ ทำไมมันคิดไม่ออกนะ

แต่ชาวสวนสัตว์วอลสตรีทก็ทำ และก็มีคนซื้อ …

แบบนี้ คนออก CDO หรือ MBS (ซึ่งก็เป็น CDO อย่างหนึ่ง) ก็ต้มคนซื้อใช่ไหม… ชาวบ้านคนซื้อ ก็ซวยสิ

ไม่ช่าย….คนซื้อไม่ซวยนะ คนออก CDO แย้ง เราดูแลคนซื้ออย่างดีนะ …

ก่อนจะขาย CDO คนออก CDO เอาตราสารไปให้บริษัทเครดิตเรตติ้ง อย่าง Standard & Poor , Moody เป็นต้น ทำการประเมิน และรับรองก่อนแล้ว ถ้าเป็นตราสารที่พวกเรตติ้งเห็นว่า ดี ก็ให้ A3 ตัวไปเลย เพราะฉะนั้นคนซื้อก็สบายใจ ว่า คนออก CDO ไม่ได้เอากระดาษห่อบะหมี่มาขาย อย่างนี้จะว่าคนออกต้มได้ยังไง ….ลุงอย่าไปหาเรื่องเขา….. ถ้าคนออก CDO ต้ม …. ไอ้พวกเครดิตเรตติ้งมันต้องเป็นคนเอาน้ำใส่หม้อ เอาหม้อขึ้นมาวางบนเตาให้ คนออก CDO แค่เอาข้าวต้มมัดใส่ลงหม้อเท่านั้นเอง ..ใช่มั้ย…

นอกจากนั้น คนออก CDO ยังไปซื้อประกัน แบบเอาความเสี่ยงของคนซื้อ CDO ไปไว้กับบริษัทประกัน เรียกว่าประกันแบบ credit default swap (CDS)อีกด้วย ถ้าคนกู้ซื้อบ้านผิดนัด หรือคนผ่อนรถไม่ชำระหนี้ฯลฯ ก็มีการไล่ทวงกันเป็นทอดๆ …ใครไม่จ่าย ในที่สุดบริษัทประกันก็ต้องจ่าย เข้าใจไหม

อย่างนี้คนซื้อตราสารข้าวต้มมัด CDO ก็สบายใจ เพราะมีบริษัทประกัน รับประกันอีกต่อ

ส่วนคนออกข้าวต้มมัด CDO ก็พอใจ เพราะนึกว่าตัวเองลงทุนต่ำ แต่จะได้ผลตอบแทนสูง แถมความเสี่ยงไม่มี เพราะจัดการทำประกัน CDS เอาไว้แล้ว ทำถึงขนาดนี้ ยังไม่พอใจอีกเรอะ …. ธนาคารใหญ่ๆ จึงใส่หมวกหลายใบ เป็นทั้งผู้ให้กู้ เป็นทั้งเจ้าของเห็ดฟัน หรือให้เงินกู้กับเห็ดฟัน เพื่อไปกว้านซื้อข้าวต้มมัด เป็นทั้งผู้ลงทุน โดยคิดว่า จะรวยจากข้าวต้มมัดหลายต่อ

…..เขาว่า เจ้า CDO นี่แหละ…..คือ ตัวเชื้อโรคร้าย ที่ทำให้ธุรกิจการเงินของอเมริกาไข้ขึ้นสูง จนเกิดวิกฤติซับไพรม์ ที่มีผลกระทบ ยาวไปเกือบทั่วโลก

เรื่องมันน่าสนใจหนักเข้าไปอีก คือ บริษัทประกัน ที่รับประกันคนซื้อหลักทรัพย์ ข้าวต้มมัด หรือหลักทรัพย์ลม(ผาย) ด้วยการประกันแบบ CDS มากที่สุด คือ American International Group ( AIG) ซึ่งเป็นประกันใหญ่อันดับหนึ่งของโลก และมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่มีตัวแทนคือ นาย Maurice Greenberg ที่เขาว่า ซี้ปึกกับท่านร้อกกี้หินร่วงของผม และน่าสงสัยว่า AIG จะเป็นสมบัติของตระกูลท่านหินร่วงเอาด้วยซ้ำ …

เขาเล่นกันขนาดนี้ ใครจะร่วงกันบ้าง.. อ่านขาดตอน ระวังขาดลอยนะครับ

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
4 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

นิทาน 091-03

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *