นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”
อาทิตยา หนุ่มอินเดีย ที่ไปตั้งรกรากอยู่เมืองฝรั่ง เขียนบทความเกี่ยวกับการขับไล่ผู้เช่า ให้ออกจากบ้านเช่า เพราะค้างค่าเช่าที่รัฐมิลวอกกี Milwaukee ลงใน the Guardian สื่อของอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ (ที่แตกแล้ว?) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.2016 บทความ ชื่อ ” One day, nine cruel evictions. How supersized inequallity looks in the US” ของ Aditya Chakrabortty
เป็นบทความที่ทำให้เราได้เห็นภาพ ที่สะท้อนถึงความโหดของอเมริกา หรือ ของมือที่ชักใยรัฐบาลอเมริกา อย่างน่าสนใจ
อาทิตยา เล่าตอนหนึ่งว่า … มันเป็นการขับไล่ผู้เช่า ที่บริษัท Eagle Moving (ช่างเลือกชื่อจริง) รับจ้างมาทำ …วันนั้น แม้อากาศจะหนาวยะเยือก แต่พวกเขาก็มาถึง 7โมงเช้า พร้อมรถขนของ พวกเขาอยู่ในชุดพร้อมทำงาน ทุกคนใส่เสื้อแจ๊กเก็ตหนาสีดำ มีฮูดปิดหัว ด้านหลังของเสื้อเขียนว่า “Service With A Grunt” บริการพร้อมเสียงคำราม มือหนึ่งถือถ้วยกาแฟ อีกมือคีบบุหรี่
(ขาดแส้หนัง และโซ่เหล็ก : ผมเพิ่มให้เองครับ )
…..Eagle Moving อินทรีถีบ เป็นผู้ชำนาญการในการขับไล่ และขนย้ายผู้เช่า พร้อมสมบัติ ให้ออกจากบ้านเช่า วันนั้น อินทรีถีบ มีงานต้องทำถึง 9 ราย แต่ไม่มีปัญหา พวกเขาเป็นผู้ชำนาญการ…
… การทำงานของพวกเขาเป็นไปตามขั้นตอน … พวกเขามาพร้อมกับผู้ช่วยนายอำเภอ 2 คน แต่ละคนมีเครื่องมือติดตัวมา 2 ชนิด ชนิดหนึ่งคือ ปืน ที่หลบนิ่งอยู่ในซองคาดติดตัว อีกชนิดคือ เครื่องมือไฟฟ้า สำหรับใช้ในการล้อมลวดหนาม…
…. ผช.นายอำเภอทุบประตูบ้านเช่า อย่างแรงและถี่ ผู้เช่าที่ขาดส่งค่าเช่า ส่วนใหญ่ยืนตัวสั่นแอบอยู่ในบ้าน ไม่กี่นาทีผ่านไป ถ้าไม่มีใครออกมา ผช.นายอำเภอก็เอากระดาษสีส้ม ตอกเปรี้ยงที่หน้าประตู มันเป็นหมายขับไล่ ที่ศาลออกตามคำขอของเจ้าของ….หลังจากนั้น ผช.นายอำเภอ ก็จะตะโกนบอกผู้เช่า
…เฮ้ย… พวกเอ็งมีเวลาไม่นานนะ ….เลือกเอา จะให้เราขนสมบัติของเอ็งไปไว้ที่รับฝาก (แต่ต้องจ่ายเงินค่ารับฝาก หรือ ค่าเช่าเป็นรายเดือน) หรือจะให้พวกเรา เข้าไปรื้อสมบัติของพวกเอ็ง แล้วโยนออกไปกองที่ฟุตบาทหน้าบ้าน….
…. ถ้าเลือกวิธีแรก ทีมฮูดดำ บริการพร้อมคำราม ของอินทรีถีบ ก็จะเข้าไปในบ้าน ขนย้ายทุกอย่างขึ้นรถบรรทุกที่เตรียมมาด้วย เอาไปเก็บที่โกดัง โดยคนเช่าต้องจ่ายค่าฝากสมบัติเป็นรายเดือน
….ถ้าเลือกวิธีหลัง ข้าวของสมบัติทุกอย่าง จะถูกเอาลงกล่องกระดาษ เท่าที่อินทรีถีบจะทำให้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีกล่องใส่ให้หรอก จึงเป็นรื้อ และขนออกจากบ้าน ไปกองโชว์อยู่ที่ฟุตบาทหน้าบ้าน ให้รู้กันหมด ว่า มีหม้อ มีกะทะกี่ใบ ตู้เย็นโทรมแค่ไหน จะทิ้งโชว์ไว้นานเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ บางทีเจ้าของก็กลับมาเอาทัน บางทีก็มีคนช่วยเอาไปใช้ต่อ บางทีอากาศก็ช่วยทำลายให้ และหลายครั้ง…..ข้าวของก็ทิ้งค้างอยู่อย่างนั้น …เพราะเจ้าของ…ฆ่าตัวตายไปเสียแล้ว….
…. คนเช่าส่วนใหญ่ ไม่ใช้บริการฝากสมบัติกับอินทรีถีบ เพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่าฝาก พวกเขายอมเสี่ยงให้สมบัติกองอยู่ที่ฟุตบาท แล้วรีบไปหาที่ซุกหัวนอนก่อน หลังจากนั้น ค่อยๆย่องกลับมาเก็บสมบัติตัวเอง ถ้ามันยังกองรออยู่….
ระหว่างที่อาทิตยาไปสังเกตการณ์ เขาเล่าว่า ดูเหมือนทุกครอบครัวจะเลือกวิธีหลัง… ซึ่งทำให้ทีมฮูดดำคำราม ….เอ้า เฮ้ย ลุย…ฮูดดำทำงานเร็วมาก ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง บ้านชั้นเดียว 2 ห้องนอน ก็เกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไรเหลือ
ทีวี ถูกนำออกมาก่อน ต่อมาเป็นที่นอน เครื่องออกกำลังชุดเล็ก โต๊ะทำด้วยกระจกแก้ว ชั้นวางของแบบถอดได้ อาหารกระป๋อง เยลลี่ขวดยักษ์ เนยถั่ว เสื้อผ้า กระดานสแครบเบิล (ต่อคำ) การบ้านเด็ก ถุงเท้าของขวัญจากซานต้า..ฯลฯ ทั้งหมดถูกฮูดดำเอามากองบนฟุตบาทหน้าบ้าน คุณแม่เดินตามออกมาด้วยน้ำตานอง ก้มหน้าหลบสายตาของเพื่อนบ้าน งกเงิ่นรีบเก็บของ เท่าที่จะเก็บได้… ฮูดดำ รีบขึ้นรถขนของ พวกเขาบอกตัวเอง ….ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงความสงสาร ตารางงานเต็ม….รีบไปยึดรายการต่อไป…
อาทิตยาบอกว่า จากการสังเกตของตน นี่คือปัญหาของสังคม (อเมริกา) ที่มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจ (ของประเทศ) ที่เกิดขึ้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว จากวิกฤติซับไพรม์ subprime crisis และยังเป็นแผลที่อเมริกายังรักษาไม่หาย…
อาทิตยา ไปมิลวอกกี เพื่อไปสัมภาษณ์ Matthew Desmond คนเขียนหนังสือ เรื่อง กรณีศึกษาของการขับไล่ออกจากบ้านที่อยู่ในเมือง และทั่วอเมริกา
“Study of evictions in the city and across America” ซึ่งมีรายงานว่า มีการขับไล่ และยึดบ้าน เฉลี่ยประมาณวันละ 40 รายทุกวัน ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปีแล้ว
Desmond บอกว่า 1 ใน 8 ของผู้เช่าในมิลวอกกี ถูกไล่ออกจากบ้าน ในช่วงปี ค.ศ.2009- 2011 ซึ่งสาเหตุมาจากวิกฤติซับไพรม์
มิลวอกกี เป็นเมืองที่มองเห็นความแบ่งแยก ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ ในด้านของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และความยากจน มากกว่า แอตแลนต้า ชิคาโก และดีทรอยท์เสียอีก พวกที่อาศัยอยู่รอบในของตัวเมือง เต็มไปด้วย คนดำ กับละติน ที่ส่วนใหญ่ยากจนมาก แต่รอบนอกของเมือง เป็นคนขาว และเป็นลิพับลิกัน คนรอบใน กับคนรอบนอกตัวเมือง ต่างไม่พูดกัน ไม่มองหน้ากันและไม่ไว้ใจกัน…
จะเป็นคนพรรคไหน อาทิตยาบอกว่า ก็ดูจะชอกช้ำเหมือนกัน
วิกฤติซับไพรม์ของอเมริกา เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2008 กระทบภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาอย่างรุนแรง จนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจอเมริกา ก็ยังเหมือนคนอ่อนเปลี้ย ไม่มีกำลัง เป็นนักมวยก็กำลังยืนพิงเชือก แต่ยังทำปากดี นักวิชาการบอกว่า มันแย่เกือบเหมือน สมัยภาวะเศรฐกิจตกต่ำ ในปี ค.ศ.1929 เอาเสียด้วย
วิกฤติซับไพรม์ เกิดในสมัยรัฐบาลคาวบอยบุช ของรีพับลิกัน ต่อมา เมื่อนายโอบามาจากเดโมแครต ประกาศก้องตอนหาเสียง ว่า… เราจะต้องแก้ไข ต้องมีการเปลี่ยน แล้วป้าย Change ก็ขึ้นมาเต็มเมือง… เมื่อโอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และเป็นอยู่ 2 สมัย ทุกอย่างก็เหมือนเดิม หรือแย่กว่าเดิม …
และตอนนี้ก็ใกล้จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ของอเมริกาอีกแล้ว มันจะมีอะไรต่างไปหรือ ในเมื่อทั้ง 2 พรรค ก็ดูเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับที่มาของวิกฤติซับไพรม์ ทั้งนั้น …..
มันไม่ใช่เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เทียบอย่างนั้น ดูจะดีไปหน่อย ..เพราะเหล้าเก่าบางอย่าง ยิ่งเก่า ยิ่งชวนให้เมาอร่อยดีนัก แต่นี่…มันคลับคล้าย จะเป็นการสมคบกัน “สร้าง” การปล้นบันลือโลก ….ที่แนบเนียนอย่างร้ายกาจ ….จนบัดนี้ชาวโลกก็ยังคงหลงเชื่อกับ “การสร้าง” ที่สำทับ และสำเนาให้เรา ด้วยการเล่าต่อๆกันมา โดยสื่อรูปแบบต่างๆ
นิทานเรื่องนี้ จะยาวสักหน่อย และดูเหมือนน่าเบื่อ และท่านผู้อ่านอาจจะท้วง ว่า นี่ลุง เขียนอะไรน่ะ ฮอลลีวู้ดมันเอาไปทำเป็นหนังหลายเรื่องแล้วนะ …
ครับ ก็เพราะฮอลลีวู้ดมันไปทำหนัง และ เพราะมีหนังสือ มีสื่อ ที่เขียนใส่สีย้อมเสียเพี้ยน จนแทบจะไม่เหลือเค้าของจริง นั่นแหละ ที่ทำให้ผมอยากเขียนนิทานเรื่องนี้ แต่ ให้ตายเถอะ เป็นการเขียนที่เหนื่อยยากจริงๆ กับการแหวกผ่านของปลอม เพื่อไปค้นหาเบื้องหลังของ “การสร้าง” ของพวกมัน จนการเขียนล่มไปหลายครั้ง
มันดูเหมือนจะน่าเบื่อครับ ..และแม้ ดาราที่แสดง สถานที่เล่น จะบอกว่าไม่ใช่บ้านเรา แต่อ่านๆไป ….จะเบื่อไม่ลง และอาจจะเห็นอะไรในบ้านเราชัดขึ้นด้วย….
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
2 ก.ค. 2559
เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
