เรื่อง ยุคทองเหลือง

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ยุคทองเหลือง”

ตอน 1

ช่วงนี้ อังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เหมือนกำลังชะตาตก รัศมีอดีตจักรภพหมองเชียว นี่ถ้าเป็นคน ก็คงประเภทมีดาวไม่ต้องโฉลก หรือดาว (มา) แรง กำลังเล็ง หรือทำมุมตรีโกณใส่นะครับ คนเราเวลาเจอดาวทำนองนี้ ทำมุมแบบนี้ โบราณท่านจะแนะนำให้อยู่นิ่งๆ รักษาศีลปฏิบัติธรรม อยู่กับบ้านได้ยิ่งดี จะออกไปไหน จะทำอะไรก็ดูให้ดีๆ … แม้แต่จะข้ามถนนบนทางม้าลาย ยังต้องดูซ้ายดูขวา เหลียวไปเหลียวมาหลายรอบ แล้วค่อยๆบรรจงเดินข้ามถนนจะปลอดภัยกว่า เชื่อคนโบราณท่านเถอะครับ เดี๋ยวจะว่าผมไม่เตือน …. เพิ่งเขียนเรื่องตะวันตกดินที่ลอนดอนไปหยก ๆ แหม …ทำท่าจะตกแบบถาวร ไม่มีวันตะวันขึ้นเสียแล้ว….

The “golden era” ยุคทอง ระหว่างชาวเกาะใหญ่ กับแผ่นดินใหญ่ของอาเฮีย ที่เจ้าภาพตีฆ้องโหมประโคม (ก็ไม่รู้ใครหลอกใคร ใครต้มใคร) เมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้วหมาดๆ…ปลาบปลื้มกับ 42 พันล้านปอนด์ ที่อาเฮียพกเศษเงินไปลงทุนในอังกฤษ ช่วยให้คนอังกฤษมีงานทำอีก 30, 000 คน แถมอาเฮียยังเผื่อแผ่ไปถึงสก๊อตแลนด์ สั่งต่อรถบัสไฟฟ้าอีก 2 พันล้านปอนด์ ….

ยังไม่ทันไรเลย ทองคำที่อุตส่าห์เอามาปิด หลุดหาย กลายเป็นทองเหลืองเสียแล้วหรือ

เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ.2016 เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์ของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ จะต้องจารึกให้ดี ตรงไปตรงมา ให้ชาวประชาเขารู้เรื่องจริง…. เผื่ออีก 50 ปีข้างหน้า ใครสนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์ จะได้รู้ว่า เรื่องที่นึกว่าจะเป็นสาเหตุ อาจจะไม่ใช่ ไอ้ที่ไม่นึกกัน อาจจะเป็นเรื่องกันก็ได้

เมื่อวันอังคารที่ว่า มีการเปิดพระราชวังบักกิ้งแฮม ชาวเกาะใหญ่ฯ จัดงานสวนหลวง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวันเกิด 90 ปี ของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่จะมาถึงในเดือนมิถุนายนนี้

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของอังกฤษ ไปตั้งกล้องเตรียมถ่ายทุกอิริยาบทของควีน ซึ่งรวมถึงบันทึก ทุกคำพูดของควีน ของชาวเกาะใหญ่ฯด้วย

ผมขอถ่ายทอดการสนทนา บรรยากาศทองคำหลุด ตามที่สื่อใหญ่ของฝรั่ง ทั้งฝั่งของอเมริกาและฝั่งอังกฤษ พากันลงข่าวเกรียวกราวให้ฟัง

The New York Times ลงบทความชื่อ ” Queen Elizabeth II says Chinese Officials Were ‘Very Rude’ on State Visit เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ.2016
ดังนี้:

“….งานสวนหลวงของอังกฤษ ไม่ใช่สถานที่ ที่ใครนึกอยากจะพูดอะไรแบบขวานผ่าซาก ก็ได้นะ โดยเฉพาะถ้างานนั้นจัดที่พระราชวังบักกิ้งแฮม…

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่งานสวนหลวงในวังวันนั้น ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่อยู่ในชุดสีชมภูสด ก็มีการแลกเปลี่ยนการสนทนาอย่างเปิดเผยไม่อ้อมค้อม กับผู้บังคับการตำรวจนครบาลของอังกฤษ คุณนาย Lucy D’Orsi

ทั้ง 2 สนทนากัน ถึงข้อขัดแย้ง (conflicts) ที่เกิดขึ้นในลอนดอน เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2015 ก่อนหน้าที่ท่านสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนและคณะ จะมาเยี่ยมเกาะอังกฤษ ในฐานะเป็นแขกรับเชิญของประเทศ

ในการสนทนานั้น ตอนหนึ่ง ควีนเอลิซาเบธ ได้พูดถึงคณะของแขกเมือง ว่า ” หยาบคายมาก” (very rude)

ข้อความต่อไปนี้ มาจากการถอดเทปการสนทนา (ตามที่ New York Times นำมาลง)

“… ต่อหน้าผู้คนหลายร้อยคน ที่อยู่ในที่นั้น ควีนวัย 90 ได้รับการแนะนำให้รู้จักนาง D’Orsi โดยหลอด Peel ที่เป็นเสนาบดีกระทรวงวัง

หลอดพีล : ข้าพเจ้าขอแนะนำผู้บังคับการฯ Lucy D’Orsi ซึ่งทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัย ตอนที่พวกคนจีนมา ในช่วง “ยุคทอง”

ควีน : โอ… โชคร้ายนะ

หลอดพีล : …. และก็เป็นผู้ที่ถูกพวกคนจีนคุกคามอย่างรุนแรง.. รุนแรงจริงๆ แต่เธอก็สามารถประคองตัวเองได้ และยังดูแลต่อไปได้ และนี่คือ แม่ของลูซี เธอทำงานเกี่ยวกับเรื่องเด็กและสังคม (ท่านหลอดพูดเว่อหรือเปล่านะ… ผมตั้งข้อสังเกตเอง)

แม่ของผู้บังคับการฯ : อิฉันภูมิใจในตัวลูกสาวอิฉันมากค่ะ

หลอดพีล : เล่าเรื่องของเธอเลยสิ (อ้อ… คงเตี๊ยมกันไว้ …ผมคิดเอง)

ผู้บังคับการฯ ดอร์ซี่ : ค่ะ ดิฉันเป็นหัวหน้าดูแลด้านความปลอดภัย ของพวกคนจีนที่จะมาเยือนอังกฤษ (golden command) ไม่ทราบว่าท่านทราบหรือไม่ แต่มันเป็นช่วงที่เหมือนกับเป็นการทดสอบ (ความอดทน) ของดิฉันเลยค่ะ (เว่ออีกคนหรือนี่… ผมสงสัยเอง)

ควีน : เราทราบ

ผู้บังคับการฯ ดอร์ซี : มัน… เออ… มันแย่มากค่ะ นึกถึงตอนที่พวกเขาเดินออกจากการประชุมกับเราที่แลงแคสเตอร์เฮาส์ และบอกกับดิฉันว่า .. อย่างนี้การมาเยือนก็ต้องยกเลิกแล้วนะ … ดิฉันรู้สึก…

ควีน : พวกเขาหยาบคายกับทูตมากนะ (They were very rude to the ambassador)

ผู้บังคับการดอร์ซี : ใช่ค่ะ พวกเขาหยาบคายมาก ตอนนั้นท่านทูต Barbara (Woodward) ก็นั่งอยู่กับดิฉันนะคะ เท่ากับพวกเขาเดินออกไปจากการประชุมกับเราทั้ง 2 คน ( ลุกไปจากที่ประชุม หยาบคายมาก.. พูดไม่รู้เรื่องอย่างไร ก็ต้องนั่งตื้อมันต่อไป 3 วัน 3 คืนก็ต้องทำ…. ผมต้องจำไว้)

ควีน : ผิดธรรมดามากนะ (Extraordinary)

แม่ผู้บังคับการฯ : ก็นั่นนะซิคะ… เหลือเชื่อจริงๆ

ผู้บังคับการฯ ดอร์ซี : ดิฉันคิดว่า มันหยาบคาย และไม่สุภาพเลย (โถ แม่คุณ ถ้าจะยังไม่หายตกใจ ขวัญอ่อนอย่างนี้ แล้วจะทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยยังไงเนี่ยะ ….ผมตั้งข้อสังเกตเอง)

ความเห็นของควีน รวมอยู่ในวีดีโอ ที่ฝ่ายโทรทัศน์รวมการฯ ซึ่ง เป็นคณะทำงานที่ได้รับการเห็นชอบจากสำนักพระราชวัง อัดเอาไว้ทั้งหมด และเทปที่มีการสนทนานี้ ได้มีการส่งแจกไปให้หนังสือพิมพ์ทั้งหลาย และมีการลงออนไลน์เรียบร้อยกันหมดแล้ว….โดยทางสำนักพระราชวัง และทางรัฐบาลอังกฤษไม่ได้ดำเนินการทักท้วงแต่อย่างใด
( ตั้งใจส่ง ไม่ใช่ หลุดคิว …. ตั้งใจพูด ไม่ใช่ หลุดปาก… ผมไม่กล้าตั้งข้อสงสัย)

ส่วนบีบีซีรายงานว่า ไม่มีปฏิกิริยาใด จากทางการจีน มีแต่เพียงว่า รายการนี้ถูกเช็นเซอร์ไม่ให้ออกอากาศในจีน และ บีบีซี เอง ก็ตัดตอนการสนทนานี้ออกจากข่าวของตัว ที่ออกอากาศทางภูมิภาคเอเซียไปแล้ว

###############
ตอน 2

ขณะเดียวกัน วันที่ 11 พฤษภาคม คศ 2016 the Guardian สื่อใหญ่ของอังกฤษ ก็เอาเหตุการณ์นี้มาลงเหมือนกัน เนื้อความการสนทนาที่เป็นข่าว ไม่ต่างกับที่ New York times นำมาลง

แต่มีเพิ่มเติมรายงาน เกี่ยวกับฝ่ายจีนว่า Lu Kang โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ปฏิเสธที่จะพูดถึงการให้ความเห็นของควีน รวมทั้งปฏิเสธที่จะบอกว่า “ยุคทอง” golden era ของอังกฤษกับจีน ยังมีอยู่หรือเปล่า…

“…การเยือนอังกฤษของท่านสีเมื่อปีที่แล้ว นับว่าประสพความสำเร็จอยางสูง ทั้ง 2 ประเทศมีส่วนที่ทำให้การเยือนประสพความสำเร็จ และทั้ง 2 ประเทศ ก็รับรู้ถึงความพยายามร่วมกันเป็นอย่างดี…” ท่านโฆษก ลู ชี้แจงกับผู้สื่อข่าว

แต่สื่อ ยังไม่ยอมจบ ถามต่อ… แล้วตกลง (ยุค)ทองยังอยู่ หรือ หลุดลอก ไปแล้ว

ท่านโฆษก ลู ….. golden era เริ่มอย่างเป็นทางการ เมื่อท่านสีไปเยีอนอังกฤษในฐานะแขกเมืองนั่นไง ทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้ตั้งความหวัง ว่ามันจะเดินหน้าจากการไปเยือนอังกฤษของท่านสี แต่การเดินหน้ามันต้องทำด้วยกัน ทั้ง 2 ข้างนะ…

สื่อยังไม่แน่ใจในภาษาการทูตของจีน ถามต่อ … นี่แปลว่า สัมพันธ์พิเศษจบแล้วหรือยัง….

ท่านโฆษก ลู …..พวกคุณก็เอาคำตอบทั้งหมดของผมในวันนี้ ไปผสมกันดูเองแล้วกัน

สื่อ ยังเค้นต่อ…. แปลกใจไหมกับความเห็นของควีน

ท่านโฆษก หัวร่อ และบอกว่า … ผมพูดได้เท่านี้แหละ

################
ตอน 3 (จบ)

ผมเอาเรื่องยุคทองเหลือง มาเล่าสู่กันฟัง ให้ท่านผู้อ่านได้เห็น ได้รู้จักชัดๆ กับการเป็นอังกฤษของแท้ ที่ไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลง แม้ตะวันใกล้จะตกดินเต็มทีแล้ว และอาจจะไม่มีตะวันขึ้นให้เห็น ที่เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้ายอีกแล้ว แต่อังกฤษก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง คงมีแต่การฉาบสี ฉาบทอง ฉาบหน้า เหมือนเดิม

อังกฤษนั้น เป็นฝ่ายตะเกียกตะกาย เชิญจีนไปเยืยนอังกฤษ ต้องการผูกไมตรีกับจีนให้แน่นขึ้น เพราะอังกฤษถังแตกเต็มที ช่วงนั้นจีนนำเข้าสินค้าอังกฤษแค่ 4 เปอร์เซนต์ ขณะที่จีนนำเข้าสินค้าของเยอรมัน เพื่อนที่อยู่ไม่ไกลจากอังกฤษ สูงกว่าของอังกฤษเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะรถยนตร์ยี่ห้อหรู ที่เศรษฐีจีนรุ่นใหม่ ใช้วิ่งกันเกลื่อนถนนแทนจักรยาน อังกฤษคงทนดูอยู่เฉยๆอีกต่อไปไม่ไหว นี่ยังไม่ต้องพูดถึงนัยยะทางการเมือง ที่เป็นการวางไม้เสี้ยมฉาบทอง หวังให้รัสเซียกับจีน มองหน้ากันไม่สนิท

อังกฤษ เกี้ยวจีนอย่างออกนอกหน้า ถึงขนาดวันที่ท่านสีไปถึงอังกฤษ เพื่อเปิดรายการนาทีทอง Golden era นั้น อังกฤษสั่งปูพรมแดง เอารถม้าสีทองมาให้ท่านสีนั่งคู่กับควีนเอลิซาเบธ โบกมือกับคนที่มารอรับ 2 ข้างถนนหรูหราอย่างกับนิยายในหนังฮอลลีวู้ด วันงานเลี้ยงใหญ่ ที่ทางวังเป็นเจ้าภาพ เจ้าหญิงเคต ลงทุนแต่งชุดสีแดงแช๊ด นั่งเคียงท่านสี ส่วนรัฐมนตรีหญิงของมหาดไทยอังกฤษ ก็แต่งชุดแดงจัดทั้งตัวไปต้อนรับ ท่านสี ….

พรมแดง ธงแดงโบกไสว ใส่ชุดแดงโร่กันทั้งเมือง เพื่อจะเอาใจจีน(ให้มาซื้อของ มาลงทุนในอังกฤษ) อังกฤษเปลี่ยนได้หมด ยกเว้น ใจและสายตา ที่เคยมองจีน เมื่อสมัยสงครามฝิ่น กบฏนักมวยอย่างไร เมื่อร้อยกว่าปี อังกฤษมองจีนอย่างไร คิดอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็คงยังมองอย่างนั้น คิดอย่างนั้น….

ปี ค.ศ.1986 เจ้าชายฟิลลิปสวามีของ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งมีชื่อว่า เป็นเจ้าของฝีปากตัดไมตรีชนิดถาวร แวะไปทักทายนักศึกษาชาวอังกฤษ ที่เรียนอยู่ที่จีนว่า…..อย่าอยู่นานนักนะ เดี๋ยวตาตี่หมด…..

และ ในปี ค.ศ.1997 เมื่ออังกฤษต้องส่งคืนเกาะฮ่องกง ให้กับจีนตามสัญญานั้น เจ้าชายชาลส์ (มงกุฏราชกุมาร) ลูกชายควีนเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายอังกฤษไปร่วมพิธีส่งมอบ ได้เขียนไว้บันทึกส่วนตัวว่า … ฝ่ายจีน (ระดับหัวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ที่มาร่วมงาน หน้าตาเหมือนพวกหุ่นขี้ผึ้งเก่าๆน่าตกใจมาก … บันทึกนี้ภายหลัง มีการนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ

จีนมีอะไรจะต้องพึ่งอังกฤษอย่างจริงจังบ้าง อาวุธ หรือ อาวุธของจีนเอง อาจจะดีกว่าอังกฤษไปแล้วก็ได้ และ ถ้าจีนจะสั่งอาวุธจากใคร คงสั่งจากเพื่อนรักชื่อรัสเซีย มากกว่าคนรู้จัก ที่เพิ่งเอาทองมาฉาบหน้าหมาดๆ ฉาบไม่ทันกี่เดือน ทองคำดันหลุด ลอกเป็นทองเหลืองเสียแล้ว

ในทางกลับกัน การท่องเที่ยวของอังกฤษ ซึ่งนำรายได้หลักมาให้อังกฤษ ต่อไปนี้ นักท่องเที่ยวจากจีนนับล้านๆคนต่อปี ที่ยังคงสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวของอังกฤษ อาจจะหายหน้าไป เพราะขืนยังไปเที่ยว เพื่อเอาเงินไปให้ประเทศเขา แต่อาจจะถูกเขาด่ากลับ ว่าหยาบคาย มารยาททราม ออกข่าวไปทั่วโลก ซ้ำซาก ผมเป็นจีน ผมไปเที่ยวที่อื่น หรือ นอนผึ่งพุงอยู่กับบ้านดีกว่าครับ

คำถามน่าคิด….. อังกฤษทำอย่างนี้ทำไม

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
14 พ.ค. 2559

หมายเหตุ : เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

นิทาน 093-01

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *