ป้ายปลอม ตอนที่ 13

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 13

การประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ค.ศ.2008 ระหว่างยักษ์ใหญ่ของสวนสัตว์วอลสตรีท ตามคำสั่งของท่านเฮนรี่ และพวก สงสัยจะมีการใช้สัญญานถ่ายถอดคำสั่งกันคนละคลื่น การประชุมจึงออกมาคนละเรื่องกับที่ท่านเฮนรี่กับพวกต้องการจะให้เป็น เรื่องมันคงจะยุ่งยากกว่าสมัยเรื่อง LTCM เห็ดยักษ์จีเนียส ไอ้นั่นเห็ดยักษ์ดอกเดียว ไอ้นี่ข้าวต้มมัดไม่รู้กี่แสนกระจาด

ยักษ์ใหญ่วอลสตรีทแบ่งเป็น 2 ค่าย ค่ายหนึ่งอยากหนำใจว่า พอร์ทของเซียนหุ้นอย่างเลห์แมน ตูดขาดขนาดไหน อีกค่าย พยายามไม่สนใจรอยเขี้ยวที่ต่างเคยฝากกันเอาไว้ มาช่วยกันคิดหาทางรอดดีกว่า เพราะจริงๆแล้ว เกือบทุกรายก็รู้ดีว่า ถ้าตกลงกันเรื่องเลห์แมนไม่ได้ น่ากลัวว่าต่างก็จะฉิบหายตามเลห์แมนไปด้วยกันหมด แต่จะไม่ใช้โอกาสนี้ลับเขี้ยวกันบ้าง ก็คงไม่ใช่สันดานของชาวสวนสัตว์วอลสตรีท

วันศุกร์ การประชุมจบไม่ลง

แผนหนึ่ง คือ ให้แบงค์ใหญ่ๆ ซื้อทรัพย์สินของเลห์แมนไป ในราคาที่จะไม่ต้องไปเจ๊งกับพอร์ทมูลค่า 85,000 ล้านเหรียญของเลห์แมนอีก แล้วรับเอาแผนกเทรดดิ้งของเลห์แมนไปใช้ต่อ แบงค์ใหญ่ๆ ตามโผก็คือ Bank Of America หรือ Barclays ของอังกฤษ

แผนนี้ถูก John Mack จาก Morgan Stanley ด่าเช็ด… เออ แบงค์ใหญ่เอาของดีไป แล้วเหลือขี้หมาให้พวกกู… แบงค์อื่นๆ ก็ร่วมโวย… เฮ้ย พวกกูก็เจ๊งนะ อุ้มใครอีกไม่ไหวโว้ย แต่ทุกคนก็มาประชุมต่อในเช้าวันเสาร์

Bob Diamond ของ Barclays ไม่ปิดบัง ว่าอยากได้แผนกค้าหลักทรัพย์ของเลห์แมนเพราะตัวเองเป็นอินเวสต์เม้นท์แบงค์ ถ้าได้มีแผนกค้าหลักทรัพย์มาเสริมบารมี ก็จะได้เต็มยศครบเครื่อง เป็นแบงค์อินเตอร์กับเขาเต็มตัวเสียที Diamond เคยคิดจะชวนคนของเลห์แมน ให้แตกทัพมาอยู่กับตัว มันน่าจะดีกว่าซื้อเอาไอ้พวกเขี้ยวยาวของคู่แข่ง มาทั้งแผนก …แบบนี้จะปราบพยศไหวไหมเนี่ยะ ….แต่ถึงอย่างนั้น Diamond ก็ขนที่ปรึกษามาไล่ดูบัญชีของเลห์แมนอย่างถี่ถ้วน … เผื่อไว้

ส่วน Ken Lewis ของ Bank of America ก็อุตส่าห์บินมาไกลจากนอธ คาโรไรน่า Bank of America มีธุรกิจ ทั้งด้านรายใหญ่อินเวสเมนท์แบงค์ และด้านรายย่อย โดยมีสาขาย่อยมากที่สุดกว่าใคร แต่ Lewis ก็อยากจะขยายด้านอินเวสเมนท์ ให้ใหญ่ออกไปอีก กะจะแข่งกับ Goldman Sachs และสิงห์อินเวสเมนท์รายอื่นๆ เรื่องนี้ชาววอลสตรีทรู้ดี พากันนินทาและหยามหน้าว่า มันเป็นแค่ความฝันเฟื่องของไอ้แว่น Lewis

ค.ศ.2007 เมื่อพวกยักษ์ใหญ่อินเวสเมนท์แบงค์ ฟาดข้าวต้มมัด จนจุกขึ้นไปถึงหัวอก ไอ้แว่น หัวร่องอหาย สมน้ำหน้ามึง … ทีนี้ตากูมั่ง …โอกาสทองของตัวอาจจะกำลังมากับการซื้อเลห์แมน ไอ้แว่นแอบส่งลูกน้อง…. พวกมึงไปสำรวจฝีไฝฝ้า ที่ลับที่แจ้งของเลห์แมนให้จนหมด

ถึงวันศุกร์ ลูกน้องบอกหมดปัญญา…. คิดตัวเลขไม่ออก …. มันซ่อนเก่งครับนาย … ไม่ใช่อะไร มันตีราคาข้าวต้มมัด ที่เลห์แมนอัดไว้เต็มอก ไม่ออก เล่นเอาไอ้แว่นถอดใจ บินกลับบ้านไปในคืนนั้น

แต่แล้ว เช้าวันเสาร์ ไอ้แว่นพร้อมกับทีม ก็เปลี่ยนแผน บินด่วนกลับมานิวยอร์คอีกรอบ พวกเขามีเป้าหมายใหม่ เลยบินด่วนกลับมาถึงนิวยอร์ค ตอนเที่ยงของวันเสาร์นั้นเอง

ย้อนไปตอนเช้าตรู่ของวันเสาร์นั้น ไอ้แว่น Lewis ได้รับโทรศัพท์จาก จอห์น John Thain เด็กในคาถาของท่านเฮนรี่ ที่เคยเป็นลูกน้องท่านเฮนรี่ สมัยอยู่ Goldman Sachs แต่ตอนนี้เป็นหัวหน้าใหญ่หมายเลขหนึ่ง อยู่ที่ยักษ์วอลสตรีท อีกตัวที่ชื่อ Merrill Lynch

จอห์นพอจะฉลาด แต่ไม่ถึงมากนัก ประวัติน่าสนใจพอสมควร จบจากฮาวาร์ด และเอ็มไอที เคยทำงานที่ Goldman Sachs ในตำแหน่งหัวหน้าคุมด้านตราสารจำนอง ช่วง ค.ศ.1985 ถึง 1990 และเป็นผู้จัดการใหญ่ ในปี ค.ศ.1999 ถึง 2004 หลังจากนั้น ก็ไปรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค ช่วง 2004 ถึง 2007….จังหวะดีจริง

ปี ค.ศ.2007 Merrill Lynch ขาดทุนยับกับข้าวต้มมัด ขนาดในเดือนพฤศจิกายนต้องประกาศตัดหนี้สูญไป 8,400 ล้านเหรียญ และเปลี่ยนตัวหมายเลขหนึ่งจาก Stanley O’Neal มาเป็น จอห์น ในเดือนธันวาคม 2007

จอห์น มาถึง ก็ตรวจสภาพของ Merrill และเห็นว่าอาการหนักมาก ต้องขายแผนก commercial finance ไปให้ General Electric ของใครไม่รู้… กับหุ้นดีๆ อีกหลายกระสอบให้กับเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ เพื่อหาเงินทุนเข้าบริษัท ได้เงินมากว่า 6,000 ล้านเหรียญ แต่ Merrill ก็ยังขาดทุนไม่หยุด แค่ปีเดียว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2007 ถึงเดือนกรกฎาคม 2008 Merrill ฉิบหายไปแล้ว 19,200 ล้านเหรียญ

จากการประชุมยักษ์เมื่อวันศุกร์ จอห์น เห็นแล้ว … อย่าว่าแต่ เลห์แมนจะร่วงอย่างหมดรูปเลย เมอร์ริล ก็จะหล่นตามไปด้วยอย่างเร็วด้วย เขาตัดสินใจ เราต้องไม่เป็นอย่างไอ้กอริลลา ดิ้ก.. สู้.. แต่ แพ้ …จอห์น ตัดสินใจ ปาดหน้าอย่างรวดเร็ว บอกขายเมอร์ริลให้ Bank of Americaในวันเสาร์นั้นเอง ฮู้ย….

วันอาทิตย์ ท่านทิม โทรศัพท์บอกพวกเฟดว่า เลห์แมนแหลกแน่แล้ว….

ถึงตอนนั้น ทุกคนก็แน่ใจแล้วว่า ไอ้ 3 ท่าน ไม่ได้เตรียมแผนอะไรไว้สำหรับช่วยเลห์แมนเลย และแบงค์อเมริกาก็หันไปกินชามอื่นแล้ว เหลือแต่ Barclays ของอังกฤษ ที่บอกว่า ต้องไปขออนุญาตผู้ถือหุ้นก่อน เมื่อผู้ถือหุ้น บอก “ไม่” เลห์แมนก็แหลกจริงอย่างที่ท่านทิมว่า

แต่ดิ้ก ฟุลด์ ยังไม่รู้ ….เขานั่งไม่ติด จนถึงบ่ายวันอาทิตย์ ก็ยังไม่มีใครติดต่อเขามาเลย ท่านทิมไม่รับโทรศัพท์ ไม่โทรกลับ ดิ้กโทรไปหาไอ้แว่น Lewis หลายหน จนเมียไอ้แว่นบอก เขาไม่อยู่นะ และถ้าเขาอยากจะโทรกลับ เขาโทรเองน่า เธอเลิกโทรมาได้แล้ว

ดิ้ก ฟุลด์น่าจะรู้แล้วว่า เลห์แมนจบแล้ว จริงๆ

แต่เลห์แมนอาจจะไม่ใช่รายเดียวที่จบ….

เมื่อ King Henry และพวก ตัดเชือกที่กอริลลากำลังโหนอยู่ ร่วงหล่นลงพื้นแหลกละเอียด เขาคิดว่าเรื่องจะจบง่ายๆ…. ยักษ์ใหญ่ขนาดนั้นร่วง…. สวนสัตว์วอลสตรีทมันก็ต้องกระเทือนไปหมด ทำเป็นลืมไปได้ …..King Henry ก็มาจากสวนสัตว์เหมือนกันนะ

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
14 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

นิทาน 091-13

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *