ป้ายปลอม ตอนที่ 11

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 11

ปี ค.ศ.1844 หนุ่มละอ่อนวัย 23 ปี Henry Lehman ลูกชาวยิวจากเยอรมัน อพยพมาอยู่ในอเมริกาแถวรัฐอลาบามา เปิดร้านโชห่วยสไตล์ยิว ชื่อ H Lehman พอน้องๆอีก 2 คน Emanuel กับ Mayer อพยพตามมา โช่ห่วยยิว ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น Lehman Brothers

3 หนุ่ม มองเห็นความสำคัญของฝ้าย ก็เลยตกลงรับฝ้าย เป็นการชำระค่าสินค้าแทนเงินได้ด้วย …ยิวนี่หัวคงออกทรงแหลม จากโชห่วย ก็เลยค้าฝ้าย จากฝ้ายก็เพิ่มกาแฟ แล้วก็ก้าวข้ามมาถึงตลาดค้าหุ้น มารับประกันการขายหุ้นของเรือขนส่งสินค้า เพราะรู้ว่า สินค้าเดินไปเองไม่ได้ ไม่ใช้รถไฟ ก็ต้องใช้เรือ รถไฟมีเจ้าพ่อหลายราย อย่าไปแข่งกับเขาเลย สู้เล่นเรือขนส่งไม่ได้

หลังจากนั้น Lehman Brothers ก็เลยจับมือกับ Goldman Sachs & Co พวกยิวด้วยกัน ทำธุรกิจ investment bank รับจ้างหาทุนให้ธุรกิจทั้งเล็กทั้งใหญ่แถวนิวยอร์ค ตั้งแต่ Woolworth ไปจนถึง Macy, Gimble รวมทั้งโรงงาน RCA ที่สร้างวิทยุ โทรทัศน์รุ่นแรกๆ ในยุค ค.ศ.1930 รวมไปถึงบริษัทน้ำมัน Halliburton และ Kerr-MaGee

ปี ค.ศ.1925 หลังจาก Philips ลูกของ Emauel เกษียณไป Robert ลูกชาย Philips ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวต่อ จนเสียชีวิตในปี 1969 โดยไม่มีคนในตระกูล Lehman มารับช่วงต่อ ปี 1972 Peter G Peterson ประธาน และหัวหน้าผู้บริหารของ Bell & Howell จึงถูกแนะนำให้เข้ามาดูแล Lehman Brothers

(Bell & Howell เป็นบริษัทที่ผลิตตั้งแต่ฟิลม์หนัง เครื่องเสียงทุกระบบ เครื่องใช้อีเลคโทรนิค ระดับสูง ไปจนถึง คอมพิวเตอร์ รวมทั้งมีสถาบันการศึกษาที่สอนด้านเทคโนโลยีของตัวเองด้วย)

ท่านที่อ่านนิทานป้ายลวง มาแล้ว คงพอจำชื่อ Peter G Peterson ได้นะครับ เขาคือ ชาวกรีก ที่บอกว่าชื่อของเขา Peter ในภาษากรีกแปลว่า “หิน” และปัจจุบัน เขาเป็นท่านประธานของบริษัทหินดำ Blackstone ยักษ์ใหญ่ ที่ใกล้ชิดมากกับ ท่านร้อกกี้หินร่วง และต่อมาก็ไปเป็นประธานของ CFR อยู่จนถึงปี คศ 2007 หลังจากนั้น ก็อยู่ในตำแหน่ง ประธานเกียรติคุณของ CFR มาจนถึงปัจจุบัน …. ความเกี่ยวโยง…ชักจะเห็นชัดขึ้นทีละน้อย…

ภายใต้การนำของคุณหิน Lehman Brothers ก็มีกำไรติดต่อกัน 5 ปี และพาเลห์แมนมายืนอยู่แถวหน้าในวอลสตรีท

พอมีเงินเข้ามามาก ก็เกิดการเกลียวปีนใส่กัน หรือ ออกอาการงกเงินกันน่ะ ฝ่ายค้าทุนกับฝ่ายค้าหุ้น เกิดข้องใจว่าใครใหญ่กว่ากัน ใครทำเงินมากกว่ากัน ในที่สุดฝ่ายค้าหุ้นทำท่ามีคะแนนเหนือ เลยบีบให้ คุณหิน Peterson ยอมให้ Lewis Glucksman จากฝ่ายค้าหุ้น มาเป็นหัวหน้าใหญ่คู่กันในปี 1983

Glucksman มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงกฏกติกาต่างๆ เป็นการบีบคุณหินอีกรอบ เล่นแบบนี้ ถึงจะเป็นหินก็รู้สึกเจ็บเป็นเหมือนกัน คุณหิน Peterson ก็เลยลาออก และ Glucksman ก็เลยครองเลห์แมนคนเดียวสบายเฉิบ …เรื่องแบบนี้ มันก็คงทำใจให้ลืมยาก

ไม่นาน Stephen A Schwarzman ประธานที่ดูแลด้านควบรวมของเลห์แมน ที่ชื่อเขาในภาษาเยอรมัน แปลว่า ” ดำ ” ก็ลาออกตาม Peterson ไปด้วย และทั้ง 2 คนก็กลายเป็นคู่หู มาตั้งหินดำ Blackstone จนใหญ่และดังมากจนถึงทุกวันนี้ …..คุณดำ ก็เป็นสมาชิกคนใหญ่ของ CFR นะครับ (ใครอ่านตรงนี้แล้วต่อไม่ติด ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่อง ป้ายลวง)

หลังจากนั้น เลห์แมนก็เริ่มขาดทุน และ Glucksman ก็ถูกกดดันให้ขายเลห์แมน

ปี 1984 Shearson/American Express ซึ่งเป็นบริษัทค้าหลักทรัพย์ของ American Express ก็เข้ามาซื้อเลห์แมนไปรวมกัน เป็น Shearson Lehman/American Express โดยมี Peter A Cohen เป็นประธานและซีอีโอ
จนถึงปี 1990 ช่วงนี้ เลห์แมนฟิตมาก บุกตลาดใหญ่ อย่างนี้ก็ต้องมีทดสอบกำลังภายในกัน

ปี 1989 ฝ่ายเลห์แมน สนับสนุนการซื้อกิจการ RJR Nabisco โดยทีม F Ross Johnson ผู้บริหารของ Nabisco เอง แต่สู้ราคาที่ Kolhberg Kravis Roberts (KKR) ที่ Drexel หนุนไม่ได้ รายการซื้อ Nabisco นี่ดังมากขนาดฮอลลีวู้ดเอาไปสร้างหนัง แต่ถ้าใครที่อ่านป้ายลวงมาแล้ว คงจำชื่อได้ว่า KKR นี้ ก็เป็นกลุ่มลูกกระเป๋งของท่านร้อกกี้หินร่วง และ Henry Kravis ที่เป็นลูกพี่ใหญ่ของ KKR นั้นเป็นสมาชิก CFR ตัวเอ้

และก็ขอแถมให้ว่า หัวหน้าใหญ่ทั้ง 3 ของ KKR นั้น เคยทำงานที่ Bear Stearns มาด้วยกัน

เอะ…นี่เรื่องมันทำท่าพันเกี่ยวกันหมดหรือไง

ปี ค.ศ.1993 AMEX บอกว่า จะแยกธุรกิจด้านธนาคารกับด้านค้าหลักทรัพย์ออกไป และขายส่วนนี้ให้กับ Primerica และเสนอขายส่วนที่เป็น Lehman Brothers ให้กับบุคคลทั่วไป โดยใช้ชื่อใหม่ว่า Lehman Brothers Holdings พร้อมกับได้ซีอีโอคนใหม่ Richard S Fuld ที่ในวงการ เรียกเขาว่า “Gorilla” ลิงกอริลลา ตามท่าทางและวิถีทางการทำธุรกิจของเขา

กอริลลา ดิ้ก ฟูลด์ ถูกประมาทหน้าว่า คงอยู่ได้ไม่นาน และเลห์แมนก็คงถูกขายต่อ แต่กอริลลา ดิ้ก อยู่เลห์แมนได้ถึง 30 ปี และเกือบจะเป็นซีอีโอ ที่อยู่ในวอลสตรีทนานที่สุด ถ้าคิงเฮนรี่ ตัดสินใจอุ้ม แทนที่จะโยนทิ้งจากหน้าผา….

กอริลลา ดิ้ก เป็นลูกคนรวยชาวนิวยอร์ค เข้ามาทำงานกับเลห์แมนตั้งแต่ปี 1969 โดยเป็นเทรดเดอร์ขายตราสารการค้า เป็นคนขี้คุย ซึ่งพวกเทรดเดอร์วอลสตรีทก็เป็นโรคนี้ทั้งนั้น แต่กอริลลาอาการสาหัสกว่าเพื่อน เขาปกครองเพื่อนร่วมงานและลูกน้องอย่างโหด และมองวอลสตรีทเป็นสนามรบ หรือแดนนักต่อสู้สมัยโรมัน ที่ลูกน้องทุกคน ต้องลงสนามแบบแกลดิเอเตอร์ในสนามประลองทั้งนั้น ไม่ว่าเล็ก ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน นักต่อสู้ของเลห์แมน ภายใต้การปกครองของกอริลลา ต้องไม่มีวันถอย ลุยลูกเดียว

ด้วยนิสัยแบบนี้ แม้จะเห็นแล้วว่าเลห์แมนอาจจะไปไม่รอด ในปี ค.ศ.2008 แต่กอริลลาก็ไม่ยอมแพ้ และลูกน้อง… แทนที่ขอบใจในการเป็นนักสู้ ต่างด่ากอริลลาดิ้กเสียไม่เหลือ เพราะพวกเขาไม่เหลืออะไร….

เดือนตุลาคม ค.ศ.2008 กอริลลา ดิ้ก ฟูลด์ ต้องไปให้การต่อรัฐสภา มันเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกของเขา หลังจาก เลห์แมนล้ม กอริลลา บอกว่า เรื่องทั้งหมดมาจากข่าวลือ คาดการณ์กันเอง ความเข้าใจผิด และข้อเท็จจริง ที่ให้กันผิดๆ ทั้งหมดนั่นแหละ ที่นำไปสู่การล้มละลายของเลห์แมน….

… ผมขอบอกให้เข้าใจชัดเจนว่า ผมรับผิดชอบทุกอย่าง ในการตัดสินใจของผม ในการดำเนินการทุกอย่างของผม ที่ผมทำโดยอาศัยข้อมูลที่เรามีในขณะนั้น…กอริลลาทุบอก บอก

แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่ ดิ้ก ฟูลด์ จะตัดสินใจเป็นอย่างอื่น…ดูจากวิธีทำธุรกิจอย่างตะกระ ในช่วงที่การให้กู้ซื้อบ้านบูม มันก็พอจะเห็นแล้วว่า กอริลลาดิ้ก อิ่มยากขนาดไหน

อาทิตย์สุดท้าย ก่อนที่จะยื่นล้มละลายตัวเอง เลห์แมนก็ประกาศการขาดทุนเพิ่มอีก 3,900 ล้านเหรียญ Jamie Dimon หัวหน้าใหญ่ของ JP Morgan โทรไปหา กอริลลาด้วยตัวเอง ให้เอาหลักทรัพย์ 5,000 ล้านเหรียญมาวางให้ Morgan ด่วน ไม่งั้น Morgan จะยกเลิกวงเงินสินเชื่อที่ให้เลห์แมน

อย่างนี้ กอริลลา ดิ้ก ก็น่าจะรู้อนาคตของตัวเอง และเลห์แมนชัดเจนแล้ว…

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
12 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

นิทาน 091-11

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *