ป้ายปลอม ตอนที่ 2

นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายปลอม”

ตอน 2

วิกฤติซับไพรม์ของอเมริกา หรือความหายนะทางเศรษฐกิจ และการเงินของอเมริกา เริ่มมาจากการที่บรรดาธนาคารทั้งใหญ่ ทั้งเล็ก ต่างปล่อยเงินกู้สำหรับซื้อบ้าน โดยเอาบ้านที่ซื้อ จำนองเป็นประกันการกู้ ในช่วงที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกากำลังเฟื่องฟูสมัย ค.ศ.2000 ต้นๆ มันเป็นการให้เงินกู้แบบ ตะกละ และมั่ว ฯลฯ จนทำให้ธุรกิจการเงินของอเมริกาเกิดอาการไข้รุมๆ อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 แต่รัฐบาลคาวบอยบุช และบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้เงิน การรับจำนองบ้าน ต่างไม่สนใจอาการไข้ที่ออกจะเห็นชัดนั้น

ทำไมถึงไม่มีใครสนใจอาการไข้นั้น ไม่ว่าฝ่ายรัฐ ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายวิชาการ ฯลฯ หรือวัดไข้กันไม่เป็น โง่ขนาดนั้นเชียวหรือ หรือเพราะความอยากได้กำไรกองโต มันปิดหูปิดตา หรือถูกสั่งให้ตีลูกโง่ดีกว่า หรือมันมาจากอะไร….

กลางปี ค.ศ.2007 ไข้การเงินขึ้นสูง ความร้อนเกือบทะลุปรอท …. การผิดนัดชำระหนี้ผ่อนส่งบ้านเริ่มสูงขึ้น ผู้ให้กู้เริ่มหงุดหงิด และฝ่ายทนายเริ่มงานชุก

ทนายของดอยซ์แบงค์ Deutsche Bank เกือบตกเก้าอี้ เมื่อผู้พิพากษาของรัฐโอโฮโอ มีคำพิพากษาว่า ธนาคารไม่มีสิทธิตามกฏหมาย ที่จะบังคับจำนอง ยึดบ้านลูกหนี้ 14 ราย ซึ่งผิดนัดชำระหนี้ผ่อนส่งรายเดือนกับธนาคาร ทนายตาเหลือก เราเตรียมคำฟ้องมาอย่างดี เอกสารก็พร้อมนี่หว่า …. ท่านผู้พิพากษาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าเนี่ยะ…

จริงๆ ลูกหนี้ 14 ราย นี่มันเป็นเรื่องกระจ้อยมากสำหรับด้อยช์แบงค์ ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของเยอรมัน แต่ “คำพิพากษา” ของศาลโอไฮโอ อาจจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการปล่อยเงินกู้ไปซื้อบ้าน ด้วยการจำนองโดย “วิธีการ ” ที่ทำกันอยู่ในอเมริกา ตั้งแต่ช่วงประมาณ ปี คศ 2001 เป็นต้นมา พังฉิบหายกันหมด

ท่านผู้พิพากษา ขอให้ด้อยช์แบงค์ แสดงเอกสาร ที่จะพิสูจน์ว่าด้อยช์แบงค์ มีสิทธิที่จะบังคับจำนองบ้านตามที่อ้างจริง พูดแบบภาษาชาวบ้าน ก็คือ ศาลท่านขอดูสัญญารับจำนองของแบงค์น่ะ

ปรากฏว่าด้อยช์แบงค์ ไม่มีสัญญาจำนองของลูกหนี้ มีแต่เอกสารที่ระบุว่า “…มีความตั้งใจ ที่จะโอนสิทธิ ของการจำนองให้ “….ฮ้า.. อย่างนี้แปลว่า มีคนอื่นรับจำนองไปก่อนด้อยช์แบงค์แล้วงั้นใช่ไหม แล้วด้อยช์แบงค์ให้เงินกู้ไป โดยมีอะไรเป็นหลักประกันล่ะ…ศาลท่านก็ต้องงง ไม่มีสัญญาจำนอง แล้วจะทะลึ่งไปบังคับจำนองเขาได้ยังไง

ด้อยช์แบงค์ ไม่ได้มีลูกหนี้ ที่มีเอกสารแบบนี้แค่ 14 ราย ด้อยช์แบงค์ มีลูกหนี้แบบนี้เป็น หมื่นๆราย และเจ้าหนี้ ที่มีลูกหนี้แบบนี้ ไม่ใช่มีแต่ด้อยช์แบงค์เท่านั้น แต่ ยังมีเจ้าหนี้รายใหญ่กว่าด้อยช์แบงค์ เช่น เลห์แมน บราเธอร์, โกลด์แมนแซค, มอร์แกน สแตนเลย์, ฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ รวมทั้ง ซิตี้แบงค์ และเชสแบงค์ ของท่านร้อกกี้หินร่วง ก็มีทั้งนั้น …เรื่องชักจะตื่นเต้นนะครับ…. มันเป็นลางหายนะของใครมั่งไม่รู้

กูรู หรือรูกูทั้งหลาย ต่างอธิบายว่า ที่เป็นอย่างนั้น เพราะแบงค์ฝรั่งเขาไม่ได้ให้เงินกู้กับคนซื้อบ้าน แล้วก็ให้เอาบ้านที่ใช้เงินกู้ไปซื้อ มาจำนองกับแบงค์แล้วก็จบแค่นั้นนะ ไอ้นั่นมันโบราณมาก นั่นมันสมัยที่ลุงยังเป็นหนุ่ม(แน่น) สมัยนี้มันไม่ใช่แล้ว เข้าใจไหมลุง …อ้าว เหรอ

การทำธุรกิจทางการเงิน ตรงไปตรงมาแบบนั้น เขาเลิกกันไปแล้ว มันเหมือนโรงรับจำนำเกินไป ตรงไปตรงมา เข้าใจง่ายเกินไป

ไอ้หนุ่มมีนาฬิกาโลเหล็กแค่เรือนเดียว ราคาตั้ง 100 บาท อุตส่าห์กลั้นใจถอดเอาไปจำนํา เพราะโรงเรียนใกล้จะเปิดอยู่แล้ว แต่ ค่าเล่าเรียนของไอ้ตัวโตยังไม่มีเลย โรงรับจำนำตีราคาโลเหล็กให้เท่าไหร่ ก็ต้องยอม ขืนกลับบ้านมือเปล่า ถูกเมียด่าแน่ เลยยอมรับแค่ 20 บาท แล้วเดินหน้าจ๋อยออกมา แถมไอ้หนุ่มเจ้าของโลเหล็ก ยังต้องเตรียมหาเงินมาจ่ายดอกให้โรงจำนำอีกด้วย ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะมีเงินไปไถ่โลเหล็กออกมาใส่ทำเท่เหมือนเดิม

ระหว่างที่เจ้าโลเหล็กนอนจ๋อยอยู่ในถาดที่โรงจำนำ ไอ้หนุ่มก็ไม่ได้ผูกโลเหล็ก หลงจู๊ ก็ได้แต่ดอก…

แล้วถ้าหลงจู๊มีโลเหล็กค้างอยู่ในถาด เป็นร้อยๆเรือน แปลว่าเงินของเถ้าแก่เนี้ยทั้งกอง ไปดองอยู่กับโลเหล็กหลายร้อยเรือน หลงจู๊ได้แต่ดอก ดอก ไม่ไหวมั้ง…

โหย….โลกมันเจริญขนาดนี้แล้ว จะทำธุรกิจแบบง่อยๆอย่างนี้ได้ยังไง มันน่าจะหาวิธี คดไปเลี้ยวมา ให้รวยกันจ้ำบ้ะหลายๆต่อได้ไหม หาวิธีเอาตั๋วจำนำไปขายต่อ ที่ไหนได้ไหม…. ขี้เกียจรอไอ้หนุ่มมาไถ่ ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เผลอๆ ไม่มาก็ได้นะ เพราะตอนมาจำนำโลเหล็กไอ้หนุ่มหน้าเซียวเต็มที หลงจู๊ไม่อยากได้ของนะ ได้มาก็ต้องมีภาระเอาไปขาย หลงจู๊อยากได้ทั้งดอก ทั้งเงินแยะๆน่ะ ถ้าหลงจู๊ เอาตั๋วจำนำไปขายอีกต่อได้ ก็เรี่ยมละสิ…

ด้วยแนวความคิดทำนองนี้ จึงมีการคิดหาวิธี ที่จะเอาหนี้ที่นอนนิ่ง หรือกองสินทรัพย์ที่หมุนเวียนน้อย และยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เงินกลับมาไหม เอาไปใช้เป็นหลักประกัน เพื่อออก “สินค้า” ทางการเงินตัวอื่น ต่อๆไปอีก…. เป็นวิธีการ ที่ กูรู เขาเรียกว่า securitization แปลงสินทรัพย์ หรือ หนี้ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้คืน เอามาใช้ เป็นหลักทรัพย์ จำไว้นะลุง…

เออ…แบบนี้ สุภาษิตที่ว่ากำขี้ดีกว่ากำตด ก็ใช้ไม่ได้แล้ว เชยไปแล้ว ตดก็ยังขายได้ ถ้ามีคนได้กลิ่น .. ลุงรำพึงในใจ

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
3 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

นิทาน 091-02

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *