นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายลวง”
อันที่จริงข่าวเรื่องเจ้าไมโครจิ๋วสุดเจ๋ง ของ Freescale นี่ กระจายไปเข้าหูหลายฝ่ายแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่อยากให้ เจ้าจิ๋วหลุด ไปอยู่ผิดมือ
จากบทความชื่อ A Tiny Microchip Was The Likely Motive For Pentagon Hijack of MH 370 เขียนโดย Yoichi Shimatsu เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.2014 ให้กับ Rense.com ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่เอายิว ได้เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า…
“….ทางเพนตากอนเป็นห่วงว่า ถ้าทาง Freescale คิดเอาเทคโนโลยีนี้ ออกมาเปิดตัวในตลาด ทาง Carlyle Group ก็คงสนับสนุนให้ทำแน่ เพราะมันจะให้ผลประโยชน์อย่างมากกับ Carlyle ทางด้านธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคง รวมทั้งกับหุ้นส่วน Carlyle เช่น ครอบครัวบุช และพวกรัฐมนตรีกลาโหมที่เกษียณไปแล้ว….
….แต่ขณะเดียวกัน Freescale ก็ยังมีผู้ลงทุนอีกราย คือ Blackstone ที่มีผู้ร่วมลงทุนมาจากธนาคารของตระกูล Rothschild และหุ้นส่วนอีกหลายคนที่เป็นไซออนนิสต์ โปรยิว โปรอิสราเอล พวกนี้คงทำทุกอย่างที่จะไม่ให้เจ้าไมโครจิ๋ว ไปตกอยู่ในมือของอิหร่าน และพันธมิตร เช่นเฮสบอลเลาะห์ และฮามาส ถ้าเจ้าจิ๋วที่สามารถเคลื่อนตัวได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยระบบนำ และพากันมุ่งหน้ามาอิสราเอล แถวสนามบิน หรือท่าเรือ แล้วละก้อ มันคงเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ดูแลด้านความมั่นคงของอิสราเอลเป็นแน่ ….
ด้วยเหตุนี้ ผู้มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองของชาวยิวจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการ…กำจัดชาวมา เลย์ 200 คน กับชาวจีนที่ไม่น่ามีใครสนใจ ยังดีกว่าจะให้ปลายเส้นผมบนหัว ของบุคคลที่พระเจ้าเลือกแล้วกระทบกระเทือน….”
ไอ้หมอนี่ กัดได้เจ็บไม่แพ้ลุงนิทาน ฮา
เดือนพฤจิกายน ค.ศ.2013 Freescale (ถูกสั่ง) ให้ตั้งกรรมการเพิ่ม คือ คุณ Joanne Maguire คุณโจแอนเป็นวิศวกรหญิงมือเยี่ยม ทำงานกับ Lockheed Martin แผนก Space เคยได้รับเชิญไปร่วมโครงการฝึกอบรมของผู้บริหารระดับสูง ของสภาความมั่นคงแห่งชาติมาแล้ว ได้รับรางวัลเกี่ยวกับด้านอาวุธกับความมั่นคงมากมายโกยรางวัลกลับบ้านไม่ไหว คุณโจแอน จึงเป็นกรรมการคนใหม่ของ Freescale ที่หลายฝ่ายฝากความหวังไว้
บทความของ Yoichi Shimatsu เขียนให้เข้าใจว่า นักบิน MH 370 เที่ยวนั้น ไม่ใช่ชุดที่ทำงานกับ MH เที่ยวปรกติ แต่เป็นนักบินมาจากหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพอากาศสหรัฐ เป็นผู้นำเครื่องบินขึ้นจากสนามบิน KL เอง และระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในห้องนักบิน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นระบบของเพนตากอนร่วมกับอิสราเอล
หลังจากบินขึ้น ไปทางทะเลจีน แล้วตีอ้อมกลับมาทางมหาสมุทรอินเดีย มุ่งหน้าไปเกาะ Diego Garcia ในมหาสุทรอินเดีย เครื่องบินน่าจะถูกเปลี่ยนระบบ เป็นการควบคุมโดยเครื่องโครน ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา ส่งไปประกบติด โดยมีตัวแม่ควบคุมอยู่ที่ศรีลังกา สถานีเรดาห์ที่เกาะแถวมัลดีฟ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม
MH 370 ลดระดับบินเมื่อผ่านหมู่เกาะมัลดีฟ และลงจอดอย่างเรียบร้อยที่สนามบินของกองทัพอากาศอเมริกันที่ Diego Gacia ซึ่งคุณพี่ซีไอเอ มีศูนย์ปฏิบัติการใหญ่มโหฬารอยู่ที่นั่น และใช้กันถี่เหลือเกินช่วงสงครามอิรัค และอาฟกัน
บทความยังสรุปว่า ตกลงเครื่อง MH 370 ไม่ได้ตกจริง ตายจริงหรอก แต่มีการจับตัวกันไปจริง พนักงาน Freescale 20 คนโดนก่อน แยกเอาไปรีดข้อมูล พร้อมเอาสมบัติส่วนตัวของแต่ละคน มาแกะตรวจ สำรวจ อย่างละเอียด ใครให้ร่วมมือก็แยกเอาไปเข้าโครงการเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนชื่อ ก่อนเข้าโครงการ ก็ให้กินยาลบความจำ แบบโครงการ MK-Ultra เหมือนในหนัง ผู้โดยสารก็เหมือนกัน กินยา แล้วก็เอาไปอยู่แถบทางเหนือสุด ของอเมริกา….ส่วนใครไม่ให้ความร่วมมือ ก็คงเหมือนนั่งเครื่องบินตกจริง ….
นอกจากนี้ สื่อฝั่งยุโรป ชื่อ The Event Chronicle ก็เขียนบทบรรณาธิการ ชื่อ
” Rothschild Inherrits a Semiconductor Patent for Freescale Semiconductors (Flight MH370) ” ลงวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.2014 เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ ของเจ้าไมโครชิพจิ๋ว ไว้ตอนหนึ่งว่า…
…..Michael Haws เจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารและสัมพันธ์ระหว่างผู้ลงทุนทั่วโลก (ของ Freescale) ได้ให้สัมภาษณ์ หลังจากเครื่องบิน MH 370 ได้หายไปจากจอเรดาร์ว่า …
“พนักงาน 20 คน ของ Freescale ที่รวมอยู่กับผู้โดยสาร 239 คนในเที่ยวบินนั้น ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร และมีผู้ที่มีความชำนาญ ในการออกแบบผลิตไมโครชิพ ที่ประจำอยู่ที่โรงงานของเราที่เทียนจิ้น และที่กัวลาลัมเปอร์ ….
…..พวกเขามีประวัติความชำนาญด้านเทคนิคสูง และเป็นบุคคลสำคัญ… มันเป็นความสูญเสียอย่างมากของบริษัท…”
สื่อยุโรปดังกล่าว ยังรายงานด้วยว่า เพียง 4 วัน ” หลัง” จากที่เที่ยวบิน MH 370 ได้หายไป เจ้าไมโครชิพจิ๋วนั้น ก็ได้รับการจดทะเบียนลิขสิทธิ จากอเมริกา โดยการจดลิขสิทธิแบ่งชื่อเจ้าของออกเป็น 5 ราย ๆละ 20 % รายที่ 1 คือตัวบริษัท Freescale Semiconductor, Austin, Texas อีก 4 ราย เป็นพนักงานชาวจีน คือ Peidong Wang, Zhijun Chen, Cheng และ Li Ying Zhijong ทั้งหมดเป็นชาว Suzhou และอยู่บนเครื่องบินมาเลเซียนแอร์ไลน์ MH 370 นั้น
เมื่อข่าวนี้กระจายออกไป มีสื่อไปตรวจสอบทะเบียนลิขสิทธิ ปรากฏว่า ลิขสิทธิของ Freescale เลขที่ US 86050327 มีจริง แต่ชื่อเจ้าของลิขสิทธิ ตามที่ Freescale แจ้งในตอนแรก กลับไม่มีอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร…
อืม… “ถ้า” เป็นแบบนี้ คงมีการเล่นกล และผู้ได้รับประโยชน์ตามทะเบียนลิขสิทธิ น่าจะเหลือรายเดียว คือ Freescale…..
สื่อยุโรปวิเคราะห์ต่อไปว่า “… ตกลงใครเป็นเจ้าของ Freescale Semiconductors กันแน่ …. คำตอบคือ เจคอบ รอทไชลด์ เศรษฐีชาวอังกฤษ เจ้าของ Blackstone นั่นไง….”
ผมไม่รู้ว่า บทความทั้ง 2 ชิ้นนี้ มีความจริงมากน้อยแค่ไหน และผมยังไม่แน่ใจว่า มีส่วนของป้ายลวงมากน้อยแค่ไหนด้วย บางอย่างน่าเชื่อ บางอย่างไม่น่าใช่….
ผมหยุดความเห็นของตัวเอง ไว้ที่ข้อเท็จจริง ที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานสาธารณะ คือ
– Freescale ออกข่าวเรื่องการค้นพบเจ้าไมโครชิพจิ๋วนี้จริง
– มีเอกสารจากหลายแหล่ง ที่ยืนยันว่า Carlyle และ Blackstone เป็นเจ้าของ Freescale ร่วมกันจริง
– มีเอกสารจากหลายแหล่ง แสดงให้น่าเชื่อว่า ผู้ถือหุ้น หรือผู้ลงทุนส่วนใหญ่ใน Carlyle และ Blackstone มีส่วนเกี่ยวพันใกล้ชิดกับถัง CFR และ ร้อกกี้ the great
– ทั้ง 2 กองทุน มีผู้ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นเจ้าของ หรือเกี่ยวข้อง ที่เป็นชาวยิว มากเกินกว่าจะมองผ่านจุดนี้
แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้น ก็ยังไม่ทำให้เราได้คำตอบ ที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมถึงมีการขาย Freescale ออกไป และทำไมขายให้กับ NXP Semiconductors….และเจ้าชิพจิ๋ว ตกลงไปอยู่ในมือของโล่ห์แดงแน่หรือ และหลายท่านคงอยากรู้ว่า ตกลงเครื่อง MH 370 ต้องมีอันเป็นไป เพราะอะไรแน่
บางเรื่อง ยังคงสรุปไม่ได้ จนกว่า เราจะตอบคำถาม ข้างต้นให้ได้เสียก่อน
จะตอบคำถามได้ ก็ต้องได้ข้อเท็จจริงมากขึ้น พอที่จะสนับสนุน ทฤษฏี หรือ ความคิดใด ไม่งั้นมัน ก็ยังเลื่อนลอย หรือ เป็นการเดินตามป้ายปลอม… จึงยังต้องขุดค้นต่อครับ…..
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 มี.ค. 2559
หมายเหตุ : เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
