นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ป้ายลวง”
เมื่อเงาของท่านร้อกกี้ the great , CFR และ Trilateral Commision โผล่มาเกี่ยวกับ Chertoff อย่างนี้ ผมก็ต้องขอย้อนกลับไปดูกลุ่ม Carlyle ให้ลึกซึ้งอีกที เพราะ Carlyle เข้าไปร่วมทุนกับ Shertoff ซื้อ Coalfire และ หลายบริษัท ที่ทำระบบไอที และอุปกรณ์ด้านไซเบอร์
แค่มีชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีคนใหญ่โตของแดนสยาม ไปเกี่ยวกับทั้ง Carlyle และ Trilateral Commission อยู่นานหลายปี ก็ทำให้ผมข้องใจไอ้ก๊วนนี้เต็มทีแล้ว คราวนี้ขอรู้ให้ชัดไปเลยว่า ที่ท่านอดีตนายกฯ ผู้ใหญ่ของบ้านเราเข้าไปเกี่ยวกับเขาน่ะ ไปเกี่ยวทำไม และมันดีกับบ้านเราไหม ถ้ามันดีผมจะได้ขอขมาท่าน ถ้าไม่ดี ท่านก็รับสภาพของท่านไปก็แล้วกัน
ข้อมูลเกี่ยวกับ Carlyle Group จากวิกิพีเดียบอกว่า Carlyle เป็นกองทุนส่วนบุคคล ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1987 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่วอชิงตัน โดยมีผู้ร่วมลงทุนด้วยกัน 5 ราย
รายที่ 1 William E Conway Jr. เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชิคาโก. ..แปลกไหม …..ยังไม่แปลกก็ได้ ใครๆ ก็เข้าเรียนได้นี่นะ
ก่อนหน้าที่จะมาร่วมก่อตั้ง Carlyle เขาทำงานอยู่ที่ First National Bank of Chicago อยู่หลายปี โดยเริ่มทำงานตั้งแต่เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกงาน ในฐานะนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัยชิคาโก….อืม…. จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานในปี 1974 นับเป็นรองประธานที่อายุน้อยที่สุด ของ First Chicago แปลว่า เขาต้องทำรายได้มาก จน 13 ปีต่อมา มีเงินไปร่วมตั้ง Carlyle เป็นกองทุนส่วนบุคคล ที่ตอนแรกไม่ได้อาศัยเงินทุนจากชาวบ้านเลย
First Chicago นี่เป็นแบงค์ ของครอบครัวร้อกกี้ the great นะครับ ร่วมตั้งกับพวกเศรษฐีด้วยกัน ขายกันไปมากับ J P Morgan … แปลกใจไหม … ยังอีกเหรอครับ งั้นเราขุดคุ้ยกันต่อ
รายที่ 2 Stephen L Norris ซึ่งทำงานกับ นายบุชตัวพ่อมานาน และทำธุรกิจหลายอย่าง รวมทั้งเป็นประธานกองทุน Gulf Capital Partners ซึ่งเป็นการลงทุนของพวกจิ้งหรีดแถวอ่าว Norris ยังเป็นรองประธาน Marriott Corporation ที่พวกสังคมข่าวกรอง ก็พวกสายลับนั่นแหล่ะ ชอบไปนั่งสืบข่าวแลกข่าวกัน แถวบ้านเราก็มี ทำเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ถ้าต้องกรองข่าวยาว เช่านานเป็นเดือน ก็มีลดราคาให้ ใครอยากดูหน้าตาสายลับรุ่นใหม่ ก็ลองแวะไปนั่งซดคาปูชิโนที่ล๊อบบี้โรงแรมได้ครับ รับรองดูไม่ออก….. นึกว่าเป็นนักธุรกิจเงินร้อยล้านพันล้านกำลังนั่งคุยเรื่องธุรกิจ หรือ คอยดักหลอกแดกสาวไทย เพราะแต่ละคนใส่สูทหล่อ ทำหน้าเรี่ยมทั้งนั้น ไม่เหมือนพวกสายลับหน้าเครียดใส่เสื้อหนัง ที่เราดูในจอหรอกครับ
รายที่ 3 David M Rubinstien เป็นชาวยิว (อีกแล้ว) จบจากมหาวิทยาลัยชิคาโก (อีกแล้ว) ทางด้านกฏหมาย ต่อมาก็มีใครไม่รู้ ส่งเขาไปทำงานเป็นผู้ติดตาม แบบประกบติดกับประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ที่เขาว่า เป็นหุ่นกระบอกของ ท่านร้อกกี้ the great หลังจากนั้นก็ออกมาทำงานด้านกฏหมายต่อ ได้เป็นกรรมการมหาวิทยาลัยชิคาโก เป็นสมาชิก CFR และปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการของ CFR เป็นเบอร์ 3 ของ CFR ใหญ่เบ่อเริ่มเทิ่ม
….. อ่านมาถึงรายที่ 3 มีใครสดุดใจอะไรมั่งไหมครับ
รายที่ 4 Daniel A D’Aniello จบจาก Harvard Business School แล้วไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ให้กับ Pepsico, TWA, และ Marriott Corporation เป็นทรัสตีของถังความคิด American Enterprise Institute (AEI) ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1938 ซึ่งทำทีเหมือนเป็นถังเอกชน แต่มีคนรัฐบาลที่ลงจากตำแหน่งแล้ว ก็มานั่งเป็นกรรมการ เป็นที่ปรึกษาในถังเต็มไปหมด ขณะเดียวเจ้าหน้าที่ของถัง ก็ไปรับตำแหน่งในรัฐบาล โดยเฉพาะ รัฐบาลคุณพ่อบุช เต็มไปหมดเช่นเดียวกัน
รายที่ 5 Creg Rosenbaum เป็นชาวยิว (อีกแล้ว) จบกฏหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด (อีกแล้ว) เป็นนักโต้วาทีของมหาวิทยาลัย รายนี้ไม่รู้หยิบใบประวัติมาผิดหรือเปล่า เพราะอยู่กับ Carlyle ได้เพียงปีเดียว ก็ลาออก หรือให้ออกไปไม่ทราบได้ ก่อนหน้าที่ Rosenbaum จะมาเป็นผู้ลงทุน เขาทำงานกับ Westinghouse ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มของร้อกกี้ the great
อ่านประวัติทั้ง 5 คนแล้ว ผมทำใจเชื่อยาก ว่าพวกเขาเป็นเจ้าของตัวจริงของ Carlyle ที่ปัจจุบันเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก และก็น่าแปลกใจ ตอนที่ผมค้นเอกสาร ชื่อของหมายเลข 1 อ่านเจอข้อมูลน่าสนใจหลายชิ้น พอจะส่งเมล์ให้ตัวเองเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน กลับส่งต่อเข้าเครื่องตัวเองไม่ได้ ทำอยู่หลายครั้งหลายวัน ก็ไม่สำเร็จ ท่าทางจะหวงตัวน่าดู
ในข้อมูลของวิกิพีเดีย บอกว่า ผู้ร่วมทุนหมายเลข 5 ถอนตัวไปหลังร่วมทุนได้ปีเดียว ส่วนหมายเลข 2 ถอนตัวไปประมาณปี คศ 1995 ที่เหลือ 3 คน เป็นเจ้าของทุนใหญ่ใน Carlyle รวมกันกว่า 50% แปลว่า 3 หน่อนี่ ต้องกระเป๋าหนักมากนะ และปัจจุบัน หมายเลข 3 เป็นคนออกหน้า ถือบังเหียน Carlyle Group…..
ผ่านมา 3 ทศวรรษ กองทุน ของ Carlyle มีมูลค่าเพิ่มเป็นประมาณเกือบ 2 แสนล้านเหรียญ หรือเกือบ 6 ล้านล้านบาท เป็นทรัพย์สินส่วนของ Carlyleเอง และทรัพย์สินส่วนที่กองทุนบริหาร โดยมีพนักงานมืออาชีพทำงาน มากกว่า 1,600 คนใน 35 สำนักงานที่อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ตะวันออกกลาง อาฟริกา เอเซีย และออสเตรเลีย รวมๆแล้ว บริษัทที่อยู่ในความดูแลของ Carlyle มีพนักงาน 675,000 คน กระจายอยู่ทั่วโลก มีหุ้นส่วน มากกว่า 1,650 คน ใน 78 ประเทศ
……นี่มันยิ่งใหญ่เทียบกับวอชิงตันได้ไหมเนี่ยะ หรือใหญ่กว่า !?
จากการจัดอันดับที่เรียกว่า PEI 300 (Private Equity International) ในปี ค.ศ.2015 ซึ่งพิจารณาจากเงินทุนที่หาได้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Carlyle ได้เป็นอันดับที่ 1 ที่มีขนาดกองทุนประเภทส่วนบุคคลใหญ่ที่สุดในโลก
และธุรกิจที่ Carlyle ลงทุนเต็มจำนวน หรือเป็นเจ้าของ ในบริษัทใหญ่ๆ มี Booz Allen Hamilton, Dex Media, Dunkin’ Brands, Freescale Semiconductor, Getty Images, United Defense และอีกหลายบริษัทครับ
เก่งไหมครับ 3 ผู้ก่อตั้ง สร้าง Carlyle จนเป็นยักษ์ใหญ่ขนาดนี้
แต่ที่ผมสนใจอย่างมากคือ Carlyle เป็นเจ้าของ United Defense , Freescale Semiconductor และ Booz Allen Hamilton เป็น Booz Allen Hamilton ที่รู้ไส้ของรัฐบาลอเมริกันเกือบทุกขด และในขณะที่ Booz Allen Hamilton ดูเหมือนเป็นคู่แข่งสำคัญของ Chertoff Group แต่ Chertoff Group ก็เป็นพันธมิตรกับ Carlyle ด้วย
…..เขาเล่นกันหลายชั้นจริงๆ…..
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
17 มี.ค. 2559
หมายเหตุ : เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google
